Monday, February 6, 2012

วิชาเรียกพลังธาตุ

วิชาเรียกพลังธาตุ
การเรียกพลังธาตุ สำหรับคนที่ไม่มีพลังเป็นพื้นฐานในการสร้างอภิญญาฤทธิ์ ให้ตัวเองมีพลังธาตุขึ้นมา ส่วนมากวิชานี้หาครูบาอาจารย์สอนได้ยากยิ่ง มีแต่ให้นั่งสมาธิไปวันๆ กว่าจะได้พลังมาช้าเกินไป การเรียกพลังธาตุ คือ การประสานกายกับจิตตัวเองให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ และธาตุแห่งธรรมชาติ หมายถึงธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม นั่นเอง
การอาบพลังธรรมชาติในธาตุทั้ง 4 เรียกพลังเข้าตัว
ธาตุดิน พลังแห่งธาตุดิน คือ อยู่สถานที่ที่มีดิน แล้วเรียกพลังดินเข้าตัว
ธาตุน้ำ พลังแห่งธาตุน้ำ คือ อยู่สถานที่ที่มีน้ำ แล้วเรียกพลังน้ำเข้าตัว
ธาตุไฟ พลังแห่งธาตุไฟ คือ อยู่สถานที่ที่มีไฟ แล้วเรียกพลังไฟเข้าตัว
ธาตุลม พลังแห่งธาตุลม คือ อยู่สถานที่ที่มีลม แล้วเรียกพลังลมเข้าตัว
การเรียกพลังธาตุจากอาหารเพื่อเพิ่มพลังธาตุนั้นๆให้กับร่างกายและจิตใจ เมื่อร่างกายแข็งแรง จิตใจย่อมแข็งแรง เมื่อร่างกายไม่แข็งแรงจิตใจก็ต้องไม่แข็งแรงตามไปด้วย สำหรับคนที่มีสมาธิดี ทานอาหารให้เหมาะสมกับธาตุของตัวเองเข้าสมาธิแค่นิดเดียวพลังธาตุก็กลับคืน มา แต่สำหรับผู้ไม่มีสมาธิ จะทานอะไรก็ไม่สามารถเรียกพลังธาตุได้ อาหารจึงเป็นเพียงแค่บำรุงร่างกายของผู้ที่ไม่มีสมาธิเท่านั้น เพราะฉะนั้นสมาธิจึงเป็นส่วนสำคัญในการดึงพลังธาตุจากอาหารมาใช้บำรุง ร่างกายและเรียกพลังธาตุจากอาหาร เพียงแค่นี้กำลังภายในก็สามารถกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว
การเรียกพลังธาตุจากอาหารเพื่อเพิ่มพลังธาตุ ทำได้ดังนี้
ธาตุดิน ทานอาหารได้ทุกอย่างแต่รสไม่จัด
ธาตุน้ำ ทานอาหารรสหวานหรือน้ำหวาน
ธาตุไฟ ทานอาหารรสเผ็ดหรือน้ำร้อน
ธาตุลม ทานอาหารรสเปรี้ยวหรือน้ำอัดลม
การเรียกพลังธาตุต่างๆ ทำได้ดังต่อไปนี้ คือ
พลังธาตุดิน คือ ดินที่มีอยู่ตามธรรมชาติ นั่งสมาธิบริกรรมภาวนา อยู่บนดินบนภูเขาตามถ้ำ หรือง่ายๆคือนั่งสมาธิบนดิน แล้วนึกน้อมจิตเอาดินจากธรรมชาติดึงเข้ามาสู่ร่างกาย ให้ร่างกายและจิตใจมีพลังดิน เป็นนิมิตแห่งสมาธิว่าดินๆ จิตใจได้กลายเป็นธาตุดินและร่างกายก็กลายเป็นพลังจิตแห่งธาตุดิน กายกับจิตเป็นพลังธาตุดิน กำหนดสมาธิแบบนี้จึงเรียกพลังดินออกมาจากธรรมชาติ
พลังธาตุน้ำ คือ น้ำที่อยู่ในธรรมชาติ เช่น แม่น้ำลำคลอง น้ำตก สายฝน เป็นต้น นั่งสมาธิบริกรรมภาวนาง่ายๆ เป็นต้นว่าอยู่ตามแม่น้ำลำคลอง แล้วนึกน้อมจิตเอาน้ำจากธรรมชาติดึงเข้ามาสู่ร่างกาย ให้ร่างกายและจิตใจมีพลังน้ำ เป็นนิมิตแห่งสมาธิว่าน้ำๆ จิตใจได้กลายเป็นธาตุน้ำและร่างกายก็กลายเป็นพลังจิตแห่งธาตุน้ำ กายกับจิตเป็นพลังธาตุน้ำ กำหนดสมาธิแบบนี้จึงเรียกพลังน้ำออกมาจากธรรมชาติ
พลังธาตุไฟ คือ ไฟที่อยู่ในธรรมชาติ เช่น แสงไฟ เปลวเทียน กองไฟ แสงแดด แสงพระอาทิตย์ เป็นต้น นั่งสมาธิบริกรรมภาวนาง่ายๆ เป็นต้นว่าอยู่ที่แสงแดดหรือกองไฟ แล้วนึกน้อมจิตเอาไฟจากธรรมชาติดึงเข้ามาสู่ร่างกาย ให้ร่างกายและจิตใจมีพลังไฟ เป็นนิมิตแห่งสมาธิว่าไฟๆ จิตใจได้กลายเป็นธาตุไฟและร่างกายก็กลายเป็นพลังจิตแห่งธาตุไฟ กายกับจิตเป็นพลังธาตุไฟ กำหนดสมาธิแบบนี้จึงเรียกพลังไฟออกมาจากธรรมชาติ
พลังธาตุลม คือ ลมที่อยู่ในธรรมชาติ เช่น ลมพัดไปมา ลมในอากาศ หรือแม้แต่พัดลม เป็นต้น นั่งสมาธิบริกรรมภาวนาง่ายๆ เป็นต้นว่าอยู่สถานที่ลมพัดไปมาตลอดเวลา หรือจะเอาพัดลมหันหน้าเข้าหาตัวเองเพื่อเรียกพลังธาตุลมก็ได้ไม่ผิดอะไร แล้วนึกน้อมจิตเอาลมจากธรรมชาติดึงเข้ามาสู่ร่างกาย ให้ร่างกายและจิตใจมีพลังลม เป็นนิมิตแห่งสมาธิว่าลมๆ จิตใจได้กลายเป็นธาตุลมและร่างกายก็กลายเป็นพลังจิตแห่งธาตุลม กายกับจิตเป็นพลังธาตุลม กำหนดสมาธิแบบนี้จึงเรียกพลังลมออกมาจากธรรมชาติ
เรียบเรียงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดย
นายนที เพ่งพิศ (อาจารย์เสก)
หมายเหตุ : ให้ธรรมะความรู้เป็นการสร้างบารมี ไม่สงวนลิขสิทธิ์ทางกฎหมาย ธรรมะเป็นของพระพุทธเจ้า เป็นคำสั่งสอนสากล มิบังอาจจดลิขสิทธิ์ทางปัญญาเป็นของตัวเอง
หากผู้ใดได้ฝึกที่วิชาที่ข้าพเจ้าเขียนและเรียบเรียงนี้ ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป สาธุ
ข้อควรระวัง ใครผู้ใดได้เรียนวิชานี้แล้ว (ไม่เคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา ครูอาจารย์ “เอาวิชาของสูงไปใช้ในทางที่ผิด” ) ระวังฟ้าดินจะลงโทษ นรกสวรรค์มีตา ใครทำชั่วหรือดี ท่านก็คงจะเห็น
พลังปลุกธาตุ
วิชาปลุกธาตุหรือพลังปลุกธาตุ เป็นวิชาที่ใช้เรียกหรือปลุกธาตุกายสิทธิ์ที่มีอยู่ในร่างกายคนเราออกมา หรือจะใช้ปลุกเสกเครื่องรางของคลังก็ได้
พลังปลุกธาตุกายสิทธิ์ในร่างกายคนออกมา
ธาตุกายสิทธิ์ในร่างกายคนขึ้นอยู่กับบารมีผู้นั้นเป็นหลักว่าสร้างมาแบบไหน จึงมีธาตุกายสิทธิ์วิเศษไว้ครอบครองไม่ใช่ทุกคนจะมีได้ ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ เป็นสิ่งเฉพาะตัว
วิธีการปลุกธาตุกายสิทธิ์ในร่างกายคน
ผู้ใดมีบารมีทางธาตุดิน ปลุกธาตุด้วยพลังดินหรือกสิณดิน
วิธีการปลุกธาตุด้วยพลังแห่งดิน ให้บุคคลผู้นั้นเจริญสมาธิด้วยกสิณดิน พลังวิเศษในร่างกายก็สำแดงฤทธิ์ออกมา
ผู้ใดมีบารมีทางธาตุน้ำ ปลุกธาตุด้วยพลังน้ำหรือกสิณน้ำ
วิธีการปลุกธาตุด้วยพลังแห่งน้ำ ให้บุคคลผู้นั้นเจริญสมาธิด้วยกสิณน้ำ พลังวิเศษในร่างกายก็สำแดงฤทธิ์ออกมา
ผู้ใดมีบารมีทางธาตุไฟ ปลุกธาตุด้วยพลังไฟหรือกสิณไฟ
วิธีการปลุกธาตุด้วยพลังแห่งไฟ ให้บุคคลผู้นั้นเจริญสมาธิด้วยกสิณไฟ พลังวิเศษในร่างกายก็สำแดงฤทธิ์ออกมา
ผู้ใดมีบารมีทางธาตุลม ปลุกธาตุด้วยพลังลมหรือกสิณลม
วิธีการปลุกธาตุด้วยพลังแห่งลม ให้บุคคลผู้นั้นเจริญสมาธิด้วยกสิณลม พลังวิเศษในร่างกายก็สำแดงฤทธิ์ออกมา
การปลุกธาตุพลังพระเครื่อง
พระเกจิอาจารย์รูปใดสำเร็จสมาธิด้วยกสิณน้ำ ต้องการให้พระเครื่อง มีพุทธคุณทางเมตตามหานิยม ให้ใช้พลังของธาตุน้ำคือกสิณน้ำบริกรรมที่พระเครื่อง
พระเกจิอาจารย์รูปใดสำเร็จสมาธิด้วยกสิณลม ต้องการให้พระเครื่อง มีพุทธคุณทางแคล้วคลาด ให้ใช้พลังของธาตุลมคือกสิณลมบริกรรมที่พระเครื่อง
15
วิธีใช้สมาธิวัดพลังพระเครื่อง
กำหนดสมาธิจิต ให้เอาจิตตัวเองไปจับที่องค์พระ ถ้าองค์พระมีพุทธคุณ จะมีพลังเย็นหรือร้อนหรือเป็นไฟฟ้ากระตุกที่มือ ขึ้นอยู่กับพระเกจิอาจารย์จะปลุกเสกพุทธคุณมาทางด้านไหน พลังขององค์พระจึงไม่เหมือนกัน
ถ้าเอาสมาธิจิตจับแล้ว องค์พระมีพลังทางพุทธคุณ พระเครื่องของจริง
ถ้าเอาสมาธิจิตจับแล้ว องค์พระไม่มีพลังพุทธคุณอันใดออกมาเลย แสดงว่าพระเครื่องของปลอม
เรียบเรียงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดย
นายนที เพ่งพิศ (อาจารย์เสก)
หมายเหตุ : ให้ธรรมะความรู้เป็นการสร้างบารมี ไม่สงวนลิขสิทธิ์ทางกฎหมาย ธรรมะเป็นของพระพุทธเจ้า เป็นคำสั่งสอนสากล มิบังอาจจดลิขสิทธิ์ทางปัญญาเป็นของตัวเอง
หากผู้ใดได้ฝึกที่วิชาที่ข้าพเจ้าเขียนและเรียบเรียงนี้ ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป สาธุ
ข้อควรระวัง ใครผู้ใดได้เรียนวิชานี้แล้ว (ไม่เคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา ครูอาจารย์ “เอาวิชาของสูงไปใช้ในทางที่ผิด” ) ระวังฟ้าดินจะลงโทษ นรกสวรรค์มีตา ใครทำชั่วหรือดี ท่านก็คงจะเห็น
16
พลังจักรวาล (คือการรวมธาตุ)
พลังจักรวาลที่แท้จริงนั้น และเป็นพลังจักรวาลที่สมบูรณ์แบบ ต้องมีครบทั้ง 4 ธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และพิเศษอีก 2 ธาตุ คือ อากาศและวิญญาณ รวมเป็น 6 ธาตุ การฝึกพลังจักรวาลโดยสอนการเปิดตรรกะและปิดตรรกะ สอนเฉพาะธาตุใดธาตุหนึ่ง คือ จักรไฟและจักรลม เป็นต้น ผู้เขียนเห็นว่ายังไม่สมบูรณ์ จึงได้พยายามเขียนและเรียบเรียงพลังจักรวาลเสียใหม่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
สมาธิทุกอย่างเริ่มต้นจากการฝึกสติเป็นสำคัญ ส่วนมากนักปฏิบัติจะใช้สติเพ่งดูจิต พลังจักรวาลก็เช่นกัน เริ่มจากการฝึกสติเพ่งดูจิต แต่การเพ่งดูจิตนั้น ต่างจากวิชาอื่นคือ ไม่ได้เพ่งเฉพาะดวงจิตของตัวเอง แต่ใช้สติเพ่งดูจิต จิตที่เป็นพลัง ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศและวิญญาณนั้นเอง
พลังจักรวาลสมบูรณ์แบบ 6 ธาตุ
จักรดิน จุดกำเนิดพลังดิน (คือกสิณดิน)
จักรน้ำ จุดกำเนิดพลังน้ำ (คือกสิณน้ำ)
จักรลม จุดกำเนิดพลังลม (คือกสิณลม)
จักรไฟ จุดกำเนิดพลังไฟ (คือกสิณไฟ)
จักรอากาศ จุดกำเนิดพลังอากาศ (คือกสิณอากาศ ความว่างเปล่า)
จักรวิญญาณ จุดกำเนิดพลังวิญญาณ (คือกสิณแสงสว่างหรือใช้สติเพ่งดูจิตตัวเอง)
พลังจักรวาลจะฝึกให้ครบ 4 ธาตุ หรือ 6 ธาตุ ขึ้นอยู่กับบารมีของผู้ฝึกเป็นสำคัญ แต่สำหรับผู้ไม่เชี่ยวชาญทั้ง 4 ธาตุ จะเริ่มต้นฝึกจากธาตุใดธาตุหนึ่งก่อนก็ได้ตามจริตของตัวเอง
ปุจฉา พลังจักรวาลที่สมบูรณ์แบบควรเริ่มต้นจากธาตุไหนก่อน เป็นหลัก
วิสัชนา ควรเริ่มต้นจากธาตุลมก่อน เพราะธาตุลมคือจุดกำเนิด ของการหมุนและผลิกธาตุทุกอย่าง หมุนและควบคุมพลังธาตุ สามารถเปลี่ยนธาตุลมเป็นธาตุน้ำ ธาตุดินและธาตุไฟได้
ปุจฉา พลังจักรวาลสำหรับผู้เริ่มต้นฝึกใหม่ๆ ไม่เชี่ยวชาญควรเริ่มฝึกจากธาตุไหนก่อน
วิสัชนา ฝึกจากธาตุไหนก่อนก็ได้ตามแต่จริตของตัวเอง
การเริ่มต้นฝึกพลังจักรวาลควบคุม 4 ธาตุ
ฝึกจักรลม เพราะลมเป็นตัวหมุนและผลิกธาตุทุกอย่างในร่างกาย ต่อมาควรฝึกจักรน้ำ เพราะน้ำจะควบคุมความสมดุลของพลังลม และน้ำจะควบคุมธาตุดินไม่ให้ดินหนักจนเกินไป และธาตุน้ำจะควบคุมธาตุไฟ ต่อมาเป็นลำดับที่สาม คือ จักรดิน ดินจะเป็นตัวกำหนด จิตและความหนักแน่น ความสมดุลของธาตุน้ำและควบคุมธาตุไฟ ไม่ให้หุนหันพลันแล่นเมื่อฝึกธาตุดิน ดินจะควบคุมไฟอีกทีหนึ่งเหมือนตัวเองหนักแน่นดังศิลา จึงควบคุมพลังไฟได้
การควบคุมพลังธาตุ
เนื่องจากพลังกำเริบและมีอยู่มากจนเกินไป พลังไฟที่ร้อนจัด ต้องเปลี่ยนธาตุไฟมาเป็นธาตุลม เรียกว่าการผลิกธาตุให้ตัวเองเย็น เมื่อลมมีอยู่มากจนเกินไป จะเกิดความรู้สึกว่าร่างกายตัวเองอัดแน่นด้วยพลังลมมากจนเกินไป จนร่างกายรับไม่ไหว ให้หมุนธาตุลมและผลิกธาตุลมหรือเปลี่ยนเป็นธาตุน้ำ เพราะธาตุน้ำจะควบคุมธาตุลมและปรับสมดุลภายในร่างกาย เมื่อธาตุน้ำ มีอยู่มากจนเกินไป เปลี่ยนธาตุน้ำเป็นธาตุดิน เป็นการปรับสมดุลพลังธาตุ เมื่อธาตุดินมากเกินก็เปลี่ยนธาตุดินเป็นอากาศว่างเปล่า ปล่อยวางนั้นเอง และเมื่ออากาศหาที่สุดประมาณมิได้ จิตไม่อยู่กับตัวเพราะกลายเป็นอากาศมากจนเกินไป ดึงจิตที่เป็นอากาศ ให้เป็นวิญญาณแห่งดวงจิต คือใช้สติเรียกจิตกลับคืนนั้นเอง
สรุปการควบคุมพลังธาตุ
1. ธาตุไฟมากเกินไป เปลี่ยนไฟเป็นลม
2. ธาตุลมมากเกินไป เปลี่ยนลมเป็นน้ำ
3. ธาตุน้ำมากเกินไป เปลี่ยนน้ำเป็นดิน
4. ธาตุดินมากเกินไป เปลี่ยนดินเป็นอากาศ
5. ธาตุอากาศมากเกินไป เปลี่ยนอากาศเป็นวิญญาณ(ใช้สติเรียกดวงจิต ใช้สติเพ่งจิต
นั้นเองไม่ให้ฟุ้งซ่านไปตามอากาศที่มากจนเกินไปและ จิตล่องลอยไปในอากาศ เป็นการเรียกจิตกลับคืนด้วยสติ)
ธาตุสมดุล
ธาตุดิน กินธาตุน้ำ ธาตุไฟ กินธาตุลม
ธาตุดิน ต้องอาศัยน้ำเพราะ ถ้าไม่มีน้ำ ดินก็แห้งแล้ง
ธาตุไฟ ต้องอาศัยลมเพราะ ถ้าไม่มีลม ไฟก็ลุกโซนไม่ได้
เราเรียกว่าธาตุสัมพันธ์ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ส่วนธาตุน้ำกับธาตุลมนั้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยธาตุอื่น เพราะน้ำมีพลังอยู่ในตัวเอง และลมก็พัดไปมาตลอดเวลา
ธาตุหักล้างหรือทำลายกันเอง
ธาตุน้ำกับไฟนั้นต่อต้านกัน ธาตุดินกับธาตุลมนั้นต่อต้านกัน
เพราะไฟเมื่อเจอน้ำจึงมักดับ ส่วนธาตุลมเมื่อเจอธาตุดิน ดินจะเป็นตัวกำบังลมไม่ให้ ลมนั้น เดินทางผ่านไปมาสะดวก
พลังจักรวาลที่สมบูรณ์แบบคือการรวมธาตุ ธาตุที่สมดุลกันนั้นรวมง่ายกว่าธาตุที่หักล้างกัน นี้เป็นความวิเศษของพลังจักรวาลที่สามารถรวมธาตุอริหักล้างกัน รวมมาได้เป็นเหมือนคู่มิตรกันได้อย่างสมบูรณ์
การรวมธาตุหักล้างมาเป็นธาตุคู่มิตร ธาตุน้ำรวมธาตุไฟ การรวมธาตุธาตุน้ำกับธาตุไฟเข้าด้วยกัน ผู้ฝึกต้องทำจิตใจไม่ให้ต่อต้านทั้งธาตุน้ำและธาตุไฟ เรียกว่ามีพลังทั้งหยินและหยาง
ในตัวเอง เอาน้ำควบคุมธาตุไฟไม่ให้ร้อน แล้วเอาธาตุไฟอยู่กลางธาตุน้ำ ผู้ที่สามารถรวมธาตุไฟกับธาตุน้ำเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ สามารถเรียกพลังไฟขึ้นเองได้จากในน้ำ
การรวมธาตุดินกับธาตุลมเข้าด้วยกัน เอาธาตุลมมาหมุนอยู่ในตัวเราและรอบตัวเรา ก่อเกิดเป็นพลังลมหมุนธาตุดินที่อยู่ข้างนอกตัวเรา ผู้ที่สามารถรวมธาตุลมกับธาตุดินเข้าด้วยกัน จะสามารถเรียกพลังลมผ่านดินได้
การฝึกพลังจักรวาลที่ละธาตุ (ตามหลักของอภิญญา)
จักรลม พลังลม(จุดกำเนิดพลังลมคือกสิณลมนั้นเอง) แต่จักรวาลลมหรือจักรลมพัฒนามาจากกสิณลมแต่พิเศษกว่าคือ สามารถรวมพลังลมที่อยู่ภายในร่างกายและพลังธรรมชาติให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ แต่กสิณลมจะเน้นผู้ฝึกเฉพาะภายในอย่างเดียว ความจริงแล้วกสิณลมก็สามารถพัฒนาพลังได้ยิ่งไม่แพ้จักรลม ขึ้นอยู่กับครูบาอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาให้
การฝึกจักรลม เพ่งดูลมที่อยู่ภายนอกร่างกาย จะเป็นลมธรรมชาติหรือลมพัดไปมา พัดลมหรือแม้แต่การเพ่งลมหายใจเข้าออกก็เป็นการฝึกพลังลมทั้งสิ้น จนสามารถจำได้ติดตาว่าลมพัดไปมาในขณะทำสมาธิ
การใช้พลังลม กำหนดลมขึ้นที่กลางท้องหรือที่ลมหายใจเข้าออก แล้วแผ่พลังลมไปทั่วร่างกายเหมือนโคจรลมปราณฉะนั้น แล้วจากทั่วตัวหรือจากท้องก็สามารถดึงไว้ที่ฝ่ามือ เมื่อเรียกใช้พลังลม
จักรน้ำ พลังน้ำ(จุดกำเนิดพลังน้ำคือกสิณน้ำนั้นเอง) ในความเป็นจริงครูบาอาจารย์ที่ถ่ายทอดพลังจักรวาลมักจะเขียนแค่จักรไฟหรือ จักรลม ยังลืมเขียนเรื่องจักรน้ำไป แล้วอย่างนี้จะควบคุมธาตุไฟที่ร้อนแรงได้อย่างไรกัน พลังจักรวาลต้องมีให้สมบูรณ์ครบทุกพลังธาตุ ผู้เขียนจึงได้เรียบเรียงพลังจักรวาลให้สมบูรณ์ และเขียนพลังจักรวาลให้ทั้งหมดในส่วนจักรธาตุต่างๆที่ขาดหายไป
การฝึกจักรน้ำ เพ่งดูน้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ จะเป็นน้ำในแม่น้ำลำคลอง น้ำบ่อ น้ำทะเล น้ำตก หรือแม้แต่เอาขันน้ำมาวางไว้ด้านหน้าของตัวเองเพื่อกำหนดทำสมาธิ จะฝึกแบบพิสดารคือนั่งหลับตาและลืมตา กำหนดสมาธิเป็นน้ำจนเป็นนิมิตติดตา พอนั่งหลับตาทุกครั้งจะเห็นนิมิตน้ำมาอยู่ที่จิตใจและตัว โดยไม่จำเป็นต้องมีน้ำมาวางไว้ที่หน้า เราเรียกว่านิมิตติดตา แต่สำหรับผู้เริ่มต้นยังไม่ได้นิมิตติดตา ให้เอาน้ำมาวางไว้ด้านหน้าตัวเองไปก่อนจนกว่าจิตจะเป็นสมาธิ จะหลับตาหรือลืมตา จิตใจเป็นสมาธิแห่งธาตุน้ำ เรียกว่าฝึกจักรน้ำได้สมบูรณ์แบบ
การใช้พลังน้ำ กำหนดสมาธิเป็นน้ำขึ้นที่กลางท้องแล้วแผ่พลังน้ำไปได้ทั่วตัว สามารถเคลื่อนย้ายน้ำในร่างกายได้เหมือนโคจรลมปราณฉะนั้น แล้วกำหนดน้ำจากกลางท้องหรือทั่วตัว ดึงพลังน้ำกำหนดมาไว้ที่ฝ่ามือ สุดแล้วแต่ใจจะใช้พลังน้ำ
จักรดิน พลังดิน(จุดกำเนิดพลังดินคือกสิณดินนั้นเอง) ดินเป็นตัวกลางระหว่างธาตุน้ำกับธาตุไฟ และเชื่อมสองธาตุให้สัมพันธ์กัน ถ้าขาดพลังดินควบคุมพลังไฟ ก็จะขาดความหนักแน่นในการใช้พลังไฟ ไฟมีข้อดีคือ ปราดเปรียวว่องไว แต่ข้อเสียของไฟคือโมโหง่าย เพราะฉะนั้นผู้เขียนจึงบอกว่า ดินเป็นสื่อกลางในการควบคุมไฟ เพราะจะทำใจให้หนักแน่น
19
เหมือนดิน ไม่หุนหันพลันแล่น จิตใจหนักแน่นดั่งแผ่นดิน จึงสามารถควบคุมไฟที่ร้อนแรงได้ฉะนั้น
การฝึกจักรดิน เพ่งดูดินตามธรรมชาติ แผ่นดิน ภูเขา ศิลาหรือแม้แต่ก้อนดิน จะฝึกแบบพิสดารคือนั่งหลับตาและลืมตา กำหนดสมาธิเป็นดินจนเป็นนิมิตติดตา พอนั่งหลับตา ทุกครั้งจะเห็นนิมิตดินมาอยู่ที่จิตใจและตัว โดยไม่จำเป็นต้องนั่งทำสมาธิอยู่ที่หน้าของแผ่นดิน เราเรียกว่านิมิตติดตา แต่สำหรับผู้เริ่มต้นยังไม่ได้นิมิตติดตา ให้เอาดินมาวางไว้ด้านหน้าตัวเองไปก่อนจนกว่าจิตจะเป็นสมาธิ จะหลับตาหรือลืมตา จิตใจเป็นสมาธิแห่งธาตุดิน
การใช้พลังดิน กำหนดสมาธิเป็นดินขึ้นที่กลางท้องแล้วแผ่พลังดินไปได้ทั่วตัว แล้วกำหนดดินจากกลางท้องหรือทั่วตัว ดึงพลังดินกำหนดมาไว้ที่ฝ่ามือ สุดแล้วแต่ใจจะใช้พลังดิน
จักรไฟ พลังไฟ(จุดกำเนิดพลังไฟคือกสิณไฟนั้นเอง) ไฟคือความร้อน ไฟมีข้อดีคือ ปราดเปรียวว่องไว แต่ข้อเสียของไฟคือโมโหง่าย ผู้ฝึกพลังไฟต้องรู้จักควบคุมธาตุไฟให้ดี เมื่อมีปัญหาในการควบคุมพลังไฟ ให้กลับไปทบทวน การใช้พลังลม น้ำ ดิน ควบคุมแต่ละธาตุและควบคุมธาตุไฟ
การฝึกจักรไฟ เพ่งดูไฟ แสงแดด แสงอาทิตย์หรือแม้แต่เปลวไฟแห่งแสงเทียน จะฝึกแบบพิสดารคือนั่งหลับตาและลืมตา กำหนดสมาธิเป็นไฟจากเปลวเทียนหรือดวงอาทิตย์จนเป็นนิมิตติดตา พอนั่งหลับตาทุกครั้งจะเห็นนิมิตไฟมาอยู่ที่จิตใจและตัว โดยไม่จำเป็นต้องนั่งทำสมาธิอยู่ที่หน้าของเปลวไฟหรือดวงอาทิตย์ เราเรียกว่านิมิตติดตา แต่สำหรับผู้เริ่มต้นยังไม่ได้นิมิตติดตา ให้เอาเปลวเทียนแห่งแสงไฟมาวางไว้ด้านหน้าตัวเองไปก่อนจนกว่าจิตจะเป็นสมาธิ จะหลับตาหรือลืมตา จิตใจเป็นสมาธิแห่งธาตุไฟ
การใช้พลังไฟ กำหนดสมาธิเป็นเปลวไฟแห่งแสงเทียนหรือพลังไฟแห่งดวงอาทิตย์ขึ้นที่กลางท้อง แล้วแผ่พลังไฟไปได้ทั่วตัว ดึงพลังไฟกำหนดมาไว้ที่ฝ่ามือ สุดแล้วแต่ใจจะใช้พลังไฟ
จักรพิเศษอีก 2 ธาตุ คือ จักรอากาศและจักรวิญญาณ
จักรอากาศ พลังอากาศ(จุดกำเนิดพลังอากาศคือกสิณอากาศความว่างเปล่าของอากาศนั้นเอง) อากาศคือความว่างเปล่า ความว่างเปล่าไม่มีกำหนดและประมาณได้ อากาศควบคุมสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ ล้วนแล้วแต่อาศัยอากาศเป็นจุดกำหนดธาตุทั้งสิ้น แต่ หายากที่จะมีครูบาอาจารย์ถ่ายทอดพลังจักรอากาศ ผู้เขียนจึงได้เรียบเรียงพลังจักรที่ขาดหายไป ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น อากาศควบคุมสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ และมนุษย์ก็ล้วนแต่อาศัยอากาศหายใจ ถ้าธาตุใดธาตุหนึ่งมากเกินไป ก็สามารถควบคุมและสลายได้ไปในอากาศ อากาศจึงเป็นจุดสมดุลของพลังธาตุทั้งมวล
การฝึกจักรอากาศ เพื่อความสมดุลของพลังธาตุทั้งมวล คือการเพ่งดูอากาศ หมายถึงความว่างเปล่า ไม่มีที่สิ้นสุดและประมาณ แล้วกำหนดอากาศให้มาอยู่ที่สภาวะจิตของตัวเอง กำหนดอากาศเป็นอรูปนิมิต เพราะอากาศไม่มีตัวตนเหมือนพลังธาตุอื่น จะถือเป็นรูปนิมิตไม่ได้ การฝึกธาตุอากาศ ให้ถือเป็นอรูปนิมิต เพราะอากาศไม่มีตัวตน
การใช้พลังอากาศ กำหนดสมาธิเป็นอากาศขึ้นมาที่จิตใจ แล้วกำหนดอากาศให้อยู่ทั่วร่างกาย จนตัวเองเป็นอากาศธาตุ แล้วดึงพลังอากาศที่อยู่ทั่วร่างกายมาอยู่ที่ฝ่ามือ สุดแล้วแต่กำหนดใช้พลังอากาศ
จักรวิญญาณ พลังวิญญาณธาตุ หมายถึงธาตุรู้คือจิตที่เป็นตัวรู้นั้นเอง วิญญาณจิตมนุษย์คือตัวรู้อารมณ์ต่างๆและธาตุต่างๆ พลังธาตุต่างๆเกิดขึ้นมาจากสภาวะจิตที่เป็นสมาธิ จิตคือจุดกำหนดของพลังธาตุทั้งมวล แต่การฝึกจักรวิญญาณ เราปล่อยวางพลังธาตุอื่นๆ ให้เหลือแค่ธาตุวิญญาณ จิตดวงเดียวของตัวเอง
การฝึกจักรวิญญาณ พลังธาตุวิญญาณเกิดขึ้นมาจากสมาธิ 2 อย่างคือ กสิณแสงสว่าง เพราะเมื่อฝึกแสงสว่างมากๆ จิตตัวเองก็จะสว่างตามแสง และเกิดจิตตานุภาพนั้นเอง การฝึก แสงสว่างฝึกดูแสงสว่างจากหลอดไฟ แสงจันทร์ ดวงจันทร์ ดวงไฟที่ไม่มีความร้อนเพราะไม่ใช่ฝึกกสิณไฟ ไฟจากแสงสว่างกับกสิณไฟ ไม่เหมือนกัน ไฟจากแสงสว่างไม่มีความร้อน แต่ไฟจากกสิณไฟมีความร้อน จึงเป็นกสิณคนละแบบ อย่างที่สอง คือ การใช้สติเพ่งดูดวงจิตของตัวเอง ให้เกิดเป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการใช้สติเพ่งดูจิต คือวิญญาณธาตุ ให้เกิดเป็นจิตตานุภาพ
การใช้พลังแห่งวิญญาณ พึงกำหนดสติเพ่งดูจิตให้เกิดเป็นจิตตานุภาพแล้วกำหนดใช้พลังแห่งวิญญาณ หรือกำหนดสมาธิเป็นแสงสว่างขึ้นที่จิต จากความสว่างแห่งจิต แผ่พลังแห่ง แสงสว่างออกจากจิตไปจนทั่วร่างกาย แล้วกำหนดพลังแสงสว่างมาไว้ที่ฝ่ามือ สุดแล้วแต่กำหนดใช้พลังวิญญาณ

21 comments:

  1. ผมอยากมีวิชาควบคุมน้ำมากเลยครับ

    ReplyDelete
    Replies
    1. อยากฝึกเหมือนกันครับ อิอิ

      Delete
    2. คุณครับผมมีคนนึงอยากให้คุณดู

      Delete
  2. พระเครื่ององค์ของผมนี้ผมลองทำสมาธิเเล้วจับดูพระองค์นี้สั่นอ่ะครับมือผมก็สั่นนิดนึง

    ReplyDelete
    Replies
    1. แล้วเราสามารถปล่อยพลังได้ไหมครับ

      Delete
  3. ผมได้พลังที่เหมาะกับตัวผมเเล้วนะครับผมคิดว่าอยากได้พลังไฟเเต่อยุ่ดีดีก็มีลมเย็นๆๆลอยมาใส่ตัวผมทั้งทั้งที่อากาสร้อนผมคิดว่าท่าผมเลือกพลังลมผมคงจะเรียนรู้ได้เร็ว ผมจะใช้พลังลมไปทางที่ถูกนะครับ

    ReplyDelete
    Replies
    1. แล้วเราจะรู้ได้ไงครับว่ามีพลัง ผมลองนั่งสมาธิดูเพื่อทดสอบธาตุลมแล้วก็มีลมพุ่งเข้ามาใส่ผม แล้วผมก็ลองปัดมือไปข้างซ้ายข้างขวามันก็มีลมพุ่งไปมาตอนที่ผมปัดมือเกี่ยวไหมครับ

      Delete
    2. ้เหมือนกันค่ะ

      Delete
    3. เกี่ยว ครับ

      Delete
  4. ผมจะทำตามที่พระอาจารบอกนะครับ

    ReplyDelete
  5. ขอบคุณมากที่ช่วยไขปัญหาเรื่องพลัง พอดีเรียนพลังกายทิพย์มา ต้องการดูดพลังดีดีไว้ในตัวพอถึงเวลาที่จะต้องดึงออกมาช่วยคนในด้านการรักษาจะได้ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ บุญกุศลใดที่จะได้จากข้อมูลที่ท่านกรุณาเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้ทราบนี้ ขอให้เป็นบุญกุศลแก่ท่านและครอบครัวรวมถึงเทวดาของท่านและเจ้ากรรมนายเวรของท่านด้วยค่ะ

    ReplyDelete
  6. ผมเชื่อในธาตุลม ผมฝึกทุกวัน.
    ลมมันมองไม่เห็นเลยใช้การสัมผัสแทน
    ถือเป็นบุญบารมียิ่งที่ได้อ่านเรื่องราวนี้
    ถ้าผมมีพลังลมขึ้นมาจริงๆผมจะช่วยคนอื่นๆได้แน่นอนครับ

    ReplyDelete
  7. ผมเชื่อในธาตุลม ผมฝึกทุกวัน.
    ลมมันมองไม่เห็นเลยใช้การสัมผัสแทน
    ถือเป็นบุญบารมียิ่งที่ได้อ่านเรื่องราวนี้
    ถ้าผมมีพลังลมขึ้นมาจริงๆผมจะช่วยคนอื่นๆได้แน่นอนครับ

    ReplyDelete
  8. หลังจากที่อ่านมาข้างต้น ตัวผมเองก็ คิดว่า ผมชอบพลังธาตุน้ำ และธาตุน้ำอาจจะใช้ตัวผม แต่ถ้าผมฝึกนั่งสมาธิตามที่ ได้อ่านมาแล้วนั้น ผมจะยิ่งเห็นผล เร็วใช่ไหมครับ โดยหารที่ให้ทาน คือ น้ำหวาน อารหารรสหวาน ผมก็ชอบเป็นส่วนมากน่ะครับ ตอนนี้ ผมอายุ 17 ปี เดี๋ยวผมจะฝึกตาที่ ท่านบอกน้ะครับ 🙏🙏

    ReplyDelete
  9. ผมอยากมีพลังธาตุลมครับเพราะผมชอบลมและชอบมองท้องฟ้ามากเลยยิ่งไม่มีเมฆเห็นแต่ท้องฟ้ารุ้สึกสบายครับ

    ReplyDelete
  10. เราสามารถเรียกพลังแบบเห็นจะๆได้ด้วยหรอค่ะ

    ReplyDelete
  11. เเล้วถ้าเราฝึกธาตุเเต่ละธาตุที่เราอยากฝึกเเล้วมันจะเข้ามาในตัวเราจริงๆหรอคะ

    ReplyDelete
  12. บนโลกนี้มีสะสารมืดจึงใช้พลังไม่ได้คับ

    ReplyDelete
  13. ต่อให้ใช้ได้ก็ควรคิดให้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น

    ReplyDelete
    Replies
    1. พลังมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับว่าจะใช้รูปแบบไหน ขึ้นอยู่จิตของเราต่างหากละครับ

      Delete