Sunday, July 29, 2012
Friday, June 22, 2012
Komunity Project - Tail Pad
| Category: | Sporting Goods |
| Price: | 700THB |
Komunity Project - Tail Pad
KELLY SLATER Signature Model
Green BULLSEYE
-STOCK CLEARING SALE-
700THB 700 บาทเท่านั้น
ผมมีอยู่แค่ 3 ชิ้นนะครับ ลดล้างสต๊อกครับ
Saturday, June 2, 2012
วิธีการสั่งซื้อสินค้า
หนังสือยันต์ - 開運鎮宅愛情祈財靈符
| Category: | Books |
| Price: | 590 THB |
หนังสือยันต์และคาถา ราคา 590 บาท ส่งฟรี
符咒,是道教的方術,它包含符籙和咒語兩部份。符籙又包含符章和籙書,咒語則是一種口訣式的文字,多有韻腳,朗朗上口。使用符咒便能勒召鬼神,震煞驅邪及治病解厄之功用。
本書介紹各種婚姻感情、招財、利市、保平安以及鎮宅、制煞之各式趨吉避凶祕法並介紹各種符咒等使用方式。
Sticky Bumps Surf Wax
| Category: | Sporting Goods |
| Price: | 100THB |
แว็กซ์สติ๊กกี้บัมพ์ สูตร tropical ราคา 90 บาท
ราคาพิเศษครับ
บวกค่าส่ง 30 บาท
สั่งซื้อ 2 ก้อนขึ้นไป ส่งฟรีครับ
Friday, April 6, 2012
Friday, February 24, 2012
wordpress n blogger template
yamidoo n sportpress - wordpress (wptheme.com)
Sunday, February 19, 2012
อิฐมวลเบา ความรู้เรื่อง อิฐมวลเบา การทำอิฐมวลเบา
อิฐ (Brick) เป็นวัสดุที่นำมาใช้ด้านงานก่อสร้างเป็นเวลาช้านานมาแล้ว เมื่อสมัยโบราณประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว อียิปต์เป็นชาติแรกที่ใช้อิฐก่อผนัง ต่อมาพวกบาบิโลเนีย พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ อิฐในสมัยโบราณจะทำมาจากดินเหนียว โดยการขึ้นรูปเป็นก้อนอิฐด้วยมือ ซึ่งพบว่าอิฐที่ได้จะมีขนาดไม่เท่ากัน ลักษณะที่ใช้งานแตกต่างจากคอนกรีตในเรื่องความแข็งแรงคือ อิฐที่ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความแข็งแรงมาก เพราะใช้งานก่อกำแพงหรืองานเพื่อความสวยงาม และ การทำอิฐสำหรับการก่อสร้างของคนไทยได้ทำกันมานานแล้ว โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมครอบครัวในแถบชนบท ซึ่งมีขนาดเล็ก และอิฐที่ผลิตส่วนใหญ่เป็นอิฐมอญ ต่อมาได้มีการตั้งโรงงานใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วยมากขึ้น โดยอิฐที่ทำการผลิตมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่ อิฐบล็อก อิฐมวลเบา อิฐโฟม อิฐแก้ว และกระจก โดยเฉพาะการผลิตอิฐมวลเบาในปัจจุบันได้พัฒนาอิฐมวลเบา สามารถทนไฟได้ดี กันความร้อนได้ การผลิตอิฐใช้ได้ทั้งแรงคนและเครื่องจักร โดยเครื่องจักรจะผลิตอิฐได้ขนาดค่อนข้างมาตรฐาน เรียบร้อยผลิตได้เป็นจำนวนมาก
นับได้ว่าเป็นนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างแบบใหม่สำหรับวงการก่อสร้างของไทย ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง และเป็นทางเลือกใหม่แก่วงการก่อสร้าง เนื่องจากอิฐมวลเบามีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากอิฐชนิดอื่นๆ คือ สามารถนำไปใช้สร้างบ้านได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ประหยัดแรงงาน และลดต้นทุนในการดำเนินการก่อสร้าง รวมทั้งสามารถช่วยประหยัดพลังงาน ป้องกันความร้อนได้ดี มีความคงทน และมีอายุการใช้งานนานกว่า 50 ปี และทั้งนี้ยังนิยมใช้ในงานก่อสร้างตึกสูงประเภทอื่นๆ เช่น อาคารสำนักงาน โรงแรม และโรงพยาบาล และทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องได้ส่งผลให้ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างทุกประเภทเติบโตโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์คอนกรีต มวลเบาหรืออิฐมวลเบาซึ่งจัดว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ด้านวัสดุก่อสร้าง ที่มีอัตราการเติบโตในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เป็นที่รู้จักในตลาดเพิ่มมากขึ้นขณะที่อิฐมวลเบามีการใช้มานานในต่างประเทศ แต่ยังเป็นวัสดุก่อสร้าง แบบใหม่ในประเทศไทย ปัจุบันอิฐมวลเบาเป็นที่รู้จักกันในวงการก่อสร้างและเป็นที่รู้จักและยอมรับ ในด้านคุณสมบัติที่โดดเด่น จึงมีการเปลี่ยนมาใช้อิฐมวลเบาทดแทนอิฐมอญหรืออิฐบล็อกมากขึ้น
จากการที่ได้ศึกษามาพบว่าอิฐมวลเบาจำเป็นในการก่อสร้างในสมัยใหม่และในอนาคต อีกมากจึงมีความสนใจที่จะค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องอิฐมวลเบา
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
ลักษณะของอิฐมวลเบา
อิฐมวลเบาเป็นวัสดุที่ผลิตมาจากการนำ ทราย ซีเมนต์ ปูนขาว ยิปซั่ม และผงอลูมิเนียม
มีฟองอากาศมากประมาณ 75% ทำให้เบา(ลอยน้ำได้) ฟองอากาศเป็น closed cell ไม่ดูดซึมน้ำ(ดูดซึมน้ำน้อยกว่าอิฐมอญ 4 เท่า) ความเบาก็จะทำให้ประหยัดโครงสร้าง เป็นฉนวนความร้อน ค่าการต้านทานความร้อนดีกว่าคอนกรีตบล็อก 4 เท่า ดีกว่าอิฐมอญ 6-8 เท่า ไม่สะสมความร้อน ไม่ติดไฟ ทนไฟ 1,100 องศาได้นาน 4 ชม. กันเสียงได้ดี เมื่อฉาบจะแตกร้าวน้อยกว่าก่ออิฐฉาบปูน เนื่องจากตัวบล็อกกับปูนฉาบมีส่วนผสมที่ใกล้เคียงกัน
ขนาดของอิฐมวลเบาที่ใช้ในประเทศไทย
ขนาดของอิฐมวลเบา
กว้าง(ซม.) ยาว(ซม.) หนา(ซม.)
20 20 20 20 20 20 60 60 60 60 60 60 7.5 10.0 12.5 15.0 20.0 25.0
ลักษณะของอิฐมวลเบามีทั้งชนิดเสริมเหล็ก คือพวกแผ่นผนัง/พื้น/หลังคา และแบบไม่เสริมเหล็กคือบล็อกสำหรับก่อผนัง หนา7.5,8,9,20-30 ซม. สูง 20,30 ซม.ยาว 60 ซม. เลื่อยตัดได้เหมือนไม้ ทนแรงกด 30-80 กก. สามารถก่อเป็นผนังรับแรงได้ น้ำหนักประมาณ 80 กก./ตรม. 1 ก้อนเท่ากับอิฐมอญ 18 ก้อน
ขนาดมาตราฐานของ อิฐมวลเบา
ซึ่งมีขนาดตามมาตรฐาน กว้าง 20 ซม. ยาว 60 ซม. และมีความหนา 7.5, 10, 12.5, 15, 20, 25 ซม. สำหรับชั้นคุณภาพ 2 ชนิด 0.5 จะมีความหนาแน่นแห้ง ไม่เกิน 500 กก./ลบ.ม. และค่ารับกำลังแรงอัด ไม่น้อยกว่า 30 กก./ตร.ซม. ตามมาตรฐาน มอก. 1505-2541 สำหรับชั้นคุณภาพ 4 ชนิด 0.7 มีความหนาแน่นแห้ง ไม่เกิน 700 กก./ลบ.ม. และค่ารับแรงอัด ไม่น้อยกว่า 50 กก./ตร.ซม. ตามมาตรฐาน มอก.1505-2541
ความหนา ( ซม.) ความกว้าง x ยาว (ซม.) น้ำหนัก/ตรม (กก.) น้ำหนักปูนฉาบ 2 ด้าน (กก./ตรม.) ก้อน/ตรม. น้ำหนัก/ก้อน (กก.)
7.5 20 x 60 63 113 8.3 7.5
10.0 83 133 10.0
15.0 125 175 15.0
20.0 167 217 20.0
มาตรฐานวัสดุ อิฐมวลเบา
1. วัสดุก่อผนังคอนกรีตมวลเบา ขนาดตามแบบระบุ ไม่แตกหัก ไม่บิ่น ไม่มีรอยร้าว
2. ปูนก่อ สำหรับคอนกรีตมวลเบาสามารถก่อได้ประมาณ 30-36 ตารางเมตรต่อ 1 ถุง ซึ่งปูนก่อทั่ว ไป จะได้แค่ประมาณ 9 ตารางเมตรต่อ 1 ถุง (คำนวณเมื่อมีการผสมที่ ปูน 1 ส่วน : ทราย 2 ส่วน : น้ำ 1 ส่วน)
2.1 ปูนตราเสือคู่สำหรับก่ออิฐมวลเบา : ถุงสีเขียวอ่อน (ประมาณ 36 ตร.ม. ต่อ 1 ถุง)
2.2 ปูนอินทรีย์มอร์ต้าร์แม็กซ์สำหรับก่ออิฐมวลเบา : ถุงสีม่วง (ประมาณ 36 ตร.ม. ต่อ 1 ถุง)
2.3 ปูนจิงโจ้ (ประมาณ 30 ตร.ม. ต่อ 1 ถุง)
3. ปูนฉาบ ควรเลือกปูนฉาบอิฐมวลเบาหรือปูนสำเร็จฉาบทั่วไปมาใช้ เพราะจะให้ยึดเกาะที่ดีกว่า ปูนที่ต้องผสมเอง และสามารถฉาบได้บางกว่าทำให้มีต้นทุนการใช้ใกล้เคียงกว่าปูนที่ยังไม่ผสม
3.1 ปูนตราเสือคู่สำหรับอิฐมวลเบา : ถุงสีฟ้า ( 1 ถุง ผสมน้ำ 14 ลิตร ฉาบได้ประมาณ 4
ตร.ม.)
3.2 ปูนอินทรีมอร์ต้าร์แม็กซ์สำหรับอิฐมวลเบา : ถุงสีฟ้า ( 1 ถุง ผสมน้ำ 14 ลิตร ฉาบได้
ประมาณ 4 ตร.ม.)
3.3 ปูนตราเสือคู่ ปูนสำเร็จฉาบทั่วไป : ถุงสีเขียว ( 1 ถุง ผสมน้ำ 14 ลิตร ฉาบได้ประมาณ 4
ตร.ม.)
3.4 ปูนอินทรีมอร์ต้าร์แม็กซ์ ปูนฉาบทั่วไป : ถุงสีเขียวอ่อน ( 1 ถุง ผสมน้ำ 14 ลิตร ฉาบได้
ประมาณ 4 ตร.ม.)
เพื่อให้มั่นใจว่าอิฐมวลเบา จะมีคุณภาพที่ดี และได้มาตรฐานเดียวกันกับทั่วโลกที่ผลิตจากลิขสิทธิ์ของ HEBEL Technology ทุกขั้นตอนในกระบวนการผลิตจึงมีระบบตรวจสอบ และควบคุมคุณภาพ ตามมาตรฐานเยอรมัน รวมทั้งมาตรฐานอุตสาหกรรมของไทย เริ่มตั้งแต่การทดสอบคุณภาพวัตถุดิบที่จะนำมาใช้งาน ตลอดจนขั้นตอนสุดท้าย อิฐมวลเบา จะถูกนำมาตรวจสอบคุณสมบัติที่สำคัญ เช่น แรงกด, น้ำหนักเมื่อแห้ง เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อย้ำความมั่นใจในคุณภาพของอิฐมวลเบา
ด้วยคุณภาพที่ได้มาตรฐานระดับสากล ทำให้ผลิตภัณฑ์อิฐมวลเบา ได้รับการรับรองเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จากสำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ สมอ. กระทรวงอุตสาหกรรม
มอก. 1505-2541 : ชิ้นส่วนคอนกรีตมวลเบาแบบมีฟองอากาศ-อบไอน้ำ
มาตรฐานมอก. 1505-2541 ชั้นคุณภาพ 2 ชนิด 0.5 เป็นวัสดุใช้สำหรับก่อผนังเพื่อแบ่งกั้นพื้นที่ระหว่างห้องหรืออาคาร ใช้งานได้ทั้งผนังภายนอก และภายใน ขนาดมิติเที่ยงตรงแน่นอน ผิดพลาดเพียง 2 มม. เท่านั้น ใช้งานด้วยวิธีก่อบางด้วยปูนกาวหนาเพียง 2-3 มม. มีหลายความหนาให้เลือกใช้ บรรจุและลำเลียงขนส่งด้วยพาเลทไม้จึงสะดวก รวดเร็ว เสียหายน้อย
ความหนา(ซม.) กว้างxยาว(ซม.) ก้อน/ตร.ม. กิโลกรัม/ตร.ม. ก้อน/พาเลท ตร.ม./พาเลท
7.5 20x60 8.33 46.5 200 24.0
10 20x60 8.33 63.0 150 18.0
12.5 20x60 8.33 77.5 125 15.0
15 20x60 8.33 93.0 100 12.0
20 20x60 8.33 124.0 70 8.4
25 20x60 8.33 155.0 60 7.2
คุณสมบัติ
อิฐมวลเบาเป็นผลิตภัณฑ์คอนกรีตชนิดใหม่ ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติได้แก่ ปูนซิเมนต์ปอร์ตแลนด์ ทราย ปูนขาว ยิบซั่ม น้ำ และสารกระจายฟองอากาศส่วนผสมพิเศษในอัตราส่วนที่เป็นสูตรเฉพาะตัว การผลิตส่วนใหญ่เป็นการนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่นำเข้าจากต่าง ประเทศอาทิเช่น เยอรมนี ออสเตรเลีย ฯ ผลิตภัณฑ์คอนกรีตมวลเบาเป็นวัสดุก่อสร้างยุคใหม่ที่มุ่งเน้นให้เกิด ประโยชน์สูงสุดจากการนำไปใช้งานทุกด้าน ด้วยคุณสมบัติพิเศษ คือ ตัววัสดุมีน้ำหนักเบา ขนาดก้อนได้มาตรฐานเท่ากันทุกก้อน ทนไฟ ป้องกันความร้อน ป้องกันเสียง ตัดแต่งเข้ารูปง่าย ใช้งานได้เกือบ 100% ไม่มีเศษเป็นอิฐหัก และที่สำคัญคือรวดเร็ว สะอาด ลดระยะเวลาในการก่อสร้างและลดต้นทุนโครงสร้างและมีคุณสมบัติที่โดดเด่น ดังนี้
1. คุณสมบัติทางกายภาพ อิฐมวลเบา หนา 10 เซนติเมตร เมื่อรวมน้ำหนักวัสดุรวมปูนฉาบจะหนัก 120 กิโลกรัม ในขณะที่อิฐมอญก่อ 2 ชั้น (เว้นช่องว่างตรงกลาง) จะหนัก 180 กิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักของการก่ออิฐมอญจะมากกว่าทำให้ต้องเตรียมโครงสร้างเผื่อกันรับ น้ำหนักในส่วนนี้ด้วย ทำให้ต้นทุนโครงสร้างเพิ่มขึ้น
2. การกันความร้อน หากเป็นกรณีปกติ “อิฐมวลเบา”จะมีค่าการนำความร้อนที่ต่ำกว่าอิฐมอญประมาณ 8-11 เท่า แต่การก่อผนังภายนอกอิฐจะต้องมีความหนา 10 เซนติเมตร และผนังภายในหนา 7 เซนติเมตร ขึ้นไป จึงจะสามารถกันความร้อนได้ดี แต่ในกรณีใช้อิฐมอญก่อ 2 ชั้น ตัวช่องว่างตรงกลาง จะทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนที่ดี และอิฐแถวด้านในไม่สัมผัสความร้อนโดยตรง จึงทำให้คุณสมบัติตรงนี้ของอิฐมอญจะมีความสามารถในการกันความร้อนได้ดีกว่า แต่การเว้นช่องว่างไม่ควรต่ำกว่า 5 เซนติเมตร
3. การกันเสียง ปกติอิฐมวลเบาจะกันเสียงได้ดีกว่าอิฐมอญประมาณ 20% แต่ในกรณีใช้อิฐมอญก่อ 2 ชั้น ช่องว่างตรงกลางจะทำหน้าเป็นฉนวนกันเสียงได้ดีกว่าเกือบ 2 เท่า แต่อิฐมวลเบาจะลดการสะท้อนของเสียงได้ดีกว่าเนื่องจากโครงสร้างของอิฐมวลเบา มีฟองอากาศเป็นจำนวนมากอยู่ภายในทำให้ดูดซับ เสียงได้ดี จึงเหมาะสำหรับห้องหรืออาคารที่ต้องการความเงียบ เช่น โรงภาพยนตร์หรือห้องประชุม
4. การกันไฟ อิฐมอญก่อ 2 ชั้นมีฉนวนตรงกลาง (ช่องว่างตรงกลาง) จะกันไฟได้ดีกว่าอิฐมวลเบาเล็กน้อยและทนไฟที่ 1,100 องศาเซลเซียส ได้นานกว่า 4 ชั่วโมงซึ่งนานกว่าอิฐมอญ 2-4 เท่า ทำให้จะช่วยจำกัดความเสียหายในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้ได้
5. ความแข็งแรง การใช้งานทั่วไปไม่ต่างกัน แต่ผนังอิฐมอญจะเหมาะสำหรับการใช้วัสดุกรุผนังที่มีน้ำหนักมาก เช่น หินแกรนิต หรือหินอ่อน
6.น้ำหนักเบาและรับแรงกดได้ดี น้ำหนักเบากว่าอิฐมอญ 2-3 เท่า และเบากว่าคอนกรีต 4-5 เท่า ส่งผลให้ประหยัดค่าก่อสร้างโครงสร้างอาคาร และเสาเข็มลงได้อย่างมาก แต่อาคารยังคงมีความแข็งแรงเท่าเดิมจากโครงสร้างของอิฐมวลเบาที่ประกอบไป ด้วยฟองอากาศจำนวนมากทำให้มีน้ำหนักเบาและสามารรับแรงกดได้ดี ซึ่งจากคุณสมบัติข้อนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถประหยัดต้นทุนในการ ก่อสร้างได้มาก ยกตัวอย่างเช่น ไม่ต้องลงเสาเข็มลึกมากเนื่องจากโครงสร้างเบาและสามารถ ก่อสร้างโดยใช้โครงสร้างที่เล็กลง ทำให้ประหยัดการใช้เหล็กและมีพื้นที่ใช้สอยภายในมากขึ้น
7. ประหยัดพลังงาน เนื่องจากสามารถกันความร้อนได้ดีกว่าอิฐมอญแล้วยังใช้เครื่องปรับอากาศที่มี ขนาดเล็กลงได้ ช่วยประหยัดค่าไฟไปได้มาก กันความร้อนได้ดีกว่าอิฐมอญถึง 4-8 เท่า จึงช่วยลดการถ่ายเทความร้อนจากภายนอก สู่ภายในอาคารได้เป็นอย่างดี ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ถึง 30%
8. ใช้งานง่าย และรวดเร็ว เนื่องจากการผลิตที่เป็นมาตรฐานทำให้สินค้าที่ออกมาเท่ากันทุกก้อน ไม่เหมือนกับอิฐมอญที่ยังมีความไม่เป็นมาตรฐานอยู่ทำให้การก่อสร้างโดยใช้ อิฐมวลเบาจะใช้เวลาในการก่อและเกิดการสูญเสียน้อยกว่า โดยเฉลี่ยแล้วภายใน 1 วันการก่อผนังโดยใช้อิฐมวลเบาจะได้พื้นที่ 25 ตรมไม่ต้องอาศัยความชำนาญของช่าง สามารถตัด แต่ง เลื่อย ไส เจาะ ฝังท่อระบบได้โดยใช้เครื่องมือเฉพาะที่ใช้งานง่าย และหาซื้อได้ทั่วไป. ขณะที่หากใช้อิฐมอญจะก่อได้เพียง 12 ตรม. นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดวัสดุอื่นๆ เช่น ปูนฉาบด้วย เนื่องจากสามารถก่อฉาบได้บางกว่าช่วยจำกัดความเสียหายในกรณีที่เกิดเพลิง ไหม้ได้
9.มิติเที่ยงตรง ขนาดมิติเที่ยงตรง แน่นอน ได้ชิ้นงานที่เรียบ สวยงาม มีหลายขนาดให้เลือก ประหยัดวัสดุ และ แรงงานในการก่อ ฉาบ
10. อายุการใช้งาน ยาวนานเท่าโครงสร้างคอนกรีต (50 ปี) เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตได้แก่
ปูนซีเมนต์ ทราย ปูนขาว ยิปซั่ม สารกระจายฟองและเหล็กเส้น จึงมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า อิฐมอญซึ่งส่วนผสมส่วนใหญ่ คือ ดิน
คุณสมบัติทางกายภาพ
คุณสมบัติทางกายภาพ
คุณสมบัติ หน่วย Block Q-CON Lintel & Panel
G2 G4
1. ความหนาแน่นแห้ง กก./ลบ.ม. 500 700 600
2. ความหนาแน่นใช้งาน กก./ลบ.ม. 620 910 780
3. ค่ารับกำลังอัด กก./ตร.ซม. 30 50 40
4. Modulus Of Rupture กก./ตร.ซม. 4.4 8 -
5. Ultimate Tensile Strength กก./ตร.ซม. 4.4 4.4 -
6. Modulus Of Elasticity, E กก./ตร.ซม. 15,000 17,500 21,900
ค่าการต้านทานความร้อน
ผลิตภัณฑ์ ค่าการนำความร้อน ค่าการต้านทานความร้อน
บล็อก 0.13 10 ซม.15 ซม. 0.771.15
แผ่นผนัง แผ่นหลัง ทับหลัง 0.16 20 ซม.10 ซม.15 ซม.20 ซม. 1.540.630.941.25
ส่วนประกอบของอิฐมวลเบา
วัตถุดิบที่สำคัญที่ใช้ในการผลิตคอนกรีตมวลเบาประกอบด้วยปูนซีเมนต์ ทราย ปูนขาว ชีเมนต์ ยิปชั่ม สารกระจายฟองอากาศ และ ผ่านการผสมด้วยสูตรพิเศษเฉพาะตัว สัดส่วนในการผสม อิฐมวลเบา
ทรายละเอียด (สัดส่วน 50%)
ยิปซั่ม (สัดส่วน9%)
ปูนขาว (สัดส่วน 9%)
ซีเมนต์ (สัดส่วน 30%)
ผงอลูมิเนียม (สัดส่วน 2%)
และ ถูกทำให้แข็งด้วยการอบไอน้ำภายใต้ความดัน และ อุณหภูมิประมาณ 180 องศาเซลเซียสมีฟองอากาศมากประมาณ 75% ทำให้เบา(ลอยน้ำได้) ฟองอากาศเป็น closed cell ไม่ดูดซึมน้ำ(ดูดซึมน้ำน้อยกว่าอิฐมอญ 4 เท่า) ความเบาก็จะทำให้ประหยัดโครงสร้างและสานเคมีที่กระจายอย่างสม่ำเสมอในเนื้อ วัสดุ ผ่านการอบไอน้ำ ภายใต้อุณหภูมิและความดันที่เหมาะสม ด้วยเครื่องจักรที่ได้มาตรฐานจากเยอรมันนี
กรรมวิธีการผลิตอิฐมวลเบา
อิฐมวลเบาเป็นผลิตภัณฑ์คอนกรีตชนิดใหม่ ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติได้แก่ ปูนซิเมนต์ปอร์ดแลนด์ ทราย ปูนขาว ยิบซั่ม น้ำ และสารกระจายฟองอากาศส่วนผสมพิเศษในอัตราส่วนที่เป็นสูตรเฉพาะตัว ซึ่งผู้ผลิตหลายรายใช้ระบบ AAC (Autoclaved Aerated Concrete) การผลิตส่วนใหญ่เป็นการนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่นำเข้าจากต่าง ประเทศอาทิเช่น เยอรมนี ออสเตรเลีย ฯ ผลิตภัณฑ์คอนกรีตมวลเบาเป็นวัสดุก่อสร้างยุคใหม่ที่มุ่งเน้นให้เกิด ประโยชน์สูงสุดจากการนำไปใช้งานทุกด้าน ด้วยคุณสมบัติพิเศษ คือ ตัววัสดุมีน้ำหนักเบา ขนาดก้อนได้มาตรฐานเท่ากันทุกก้อน
อิฐมวลเบา มีมากมายหลายประเภท หากมองเพียงภายนอกอาจแทบไม่แตกต่างกัน แต่แท้
จริงแล้วอิฐมวลเบาที่ใช้วัตถุดิบ และกระบวนการผลิตที่ต่างกันจะทำให้คุณสมบัติของอิฐมวลเบา
แตกต่างกันด้วย
อิฐมวลเบาโดยทั่วไปอาจแบ่งตามกระบวนการผลิตได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
1 ระบบที่ไม่ผ่านกระบวนการอบไอน้ำภายใต้ความดันสูง (Non - Autoclaved System)
ซึ่งจะแบ่งย่อยออกได้อีกเป็น 2 ประเภท คือ
ประเภทที่ 1 ใช้วัสดุเบากว่ามาทดแทน เช่น ขี้เลื่อย ขี้เถ้า ชานอ้อย หรือเม็ดโฟมทำให้
คอนกรีตมีน้ำหนักที่เบาขึ้น แต่จะมีอายุการใช้งานที่สั้นเสื่อมสภาพได้เร็ว และหากเกิดไฟ
ไหม้สารเหล่านี้อาจเป็นพิษต่อผู้อยู่อาศัย
ประเภทที 2 ใช้สารเคมี (Circular Lightweight Concrete) เพื่อให้เนื้อคอนกรีตฟู และทิ้งให้ แข็งตัว
คอนกรีตประเภทนี้จะมีการหดตัวมากกว่า ทำให้ปูนฉาบแตกร้าวได้ง่าย ไม่ค่อยแข็งแรง คอนกรีตที่ไม่ผ่านกระบวนการอบไอน้ำภายใต้ความดันสูงนี้ส่วนใหญ่เนื้อ ผลิตภัณฑ์มักจะมีสี เป็นสีปูนซีเมนต์ คอนกรีตประเภทนี้จะมีการหดตัวมากกว่า ทำให้ปูนฉาบแตกร้าวได้ง่าย ไม่ค่อยแข็งแรงต่างจากคอนกรีตที่ผ่านกระบวนการอบไอน้ำภายใต้ความดันสูงซึ่ง จะมีเนื้อผลิตภัณฑ์เป็นผลึกสีขาว
สำหรับขั้นตอนการผลิตแบบไม่ผ่านการอบไอน้ำภายใต้ความดันสูง
1 .นำวัสดุที่เตรียมไว้มาร่อนด้วยตะแกรงคัดขนาด เอาส่วนหยาบออก ให้เหลือแต่ส่วนละเอียด
2. คลุกเคล้าส่วนผสมให้สม่ำเสมอเป็นเนื้อเดียวกัน
3. นำวัสดุแต่ละชนิดที่เตรียมไว้ ทยอยเทลงในเครื่องผสม เพื่อคลุกเคล้าให้ส่วนผสมทั้งหมดกระจายตัวเข้ากันดี จากนั้น เติมน้ำแปรรูปพิเศษลงไปคลุกเคล้าเป็นลำดับสุดท้าย คลุกเคล้าต่อไปกระทั่งส่วนผสมรวมกันเป็นเนื้อเดียวดีแล้ว
4. วัสดุผสมที่ได้ก็พร้อมนำไปอัดรูป เป็นอิฐตามขนาดที่ต้องการก่อน
5. นำไปอัดพิมพ์ควรสังเกตด้วยว่าส่วนผสมนั้น มีความชื้นพอเหมาะดีหรือไม่ หากแห้งเกินไป เมื่ออัดพิมพ์แล้วอาจแตกร้าวได้ จำเป็นต้องปรับส่วนผสมใหม่ให้มีความชื้นพอเหมาะ คลุกเคล้าส่วน
ผสมด้วยเครื่องผสม
6. กรอกส่วนผสมลงแม่พิมพ์ให้มากพอทยอยกรอกส่วนผสมลงแม่พิมพ์ พร้อมๆกับใช้มืออัดส่วนผสมให้แน่น และให้ส่วนผสมนั้นพูนล้นแม่พิมพ์เล็กน้อย จึงอัดพิมพ์ เพื่อให้ได้มวลอิฐที่แน่น ไม่แตกร้าวเมื่อถอดพิมพ์อัดส่วนผสมในพิมพ์ให้แน่น อัดพิมพ์เป็นขั้นตอนสุดท้าย
7.หลังจากถอดแบบพิมพ์ ให้ผึ่งลมทิ้งไว้ ประมาณ 3 วัน อิฐมวลเบาที่ได้จะแห้งสนิทสามารถ
นำไปใช้งานได้ แต่ถ้ามีแสงแดดจัด โดยเฉพาะช่วงถอดพิมพ์ หากนำไปผึ่งแดดจะช่วยให้อิฐแห้ง
เร็วขึ้นอิฐมวล นี้ใช้ระยะเวลาผึ่งให้แห้งสั้นกว่าอิฐที่ทำจากซีเมนต์ ซึ่งต้องใช้เวลาผึ่งนานถึง7 วัน ทั้งมีขั้นตอน และกรรมวิธีในการบ่มซับซ้อนกว่าแต่มีข้อพึงระวังระหว่างผึ่งอิฐ
ต้องระมัดระวังมิให้ถูกฝน หรือน้ำมิฉะนั้นอาจเกิดความเสียหายได้เนื่องจากขณะที่อิฐมวลเบาแปรรูปยังไม่แห้งตัวจะละลายไปกับน้ำนั่นเอง
2 ระบบอบไอน้ำภายใต้ความดันสูง (Autoclaved System)
ซึ่งแบ่งตามวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตได้เป็น 2 ประเภท คือ
ประเภทที่ 1 Lime Base ใช้ปูนขาว ซึ่งควบคุมคุณภาพได้ยาก มาเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต
ทำให้คุณภาพคอนกรีตที่ได้ไม่ค่อยสม่ำเสมอ มีการดูดซึมน้ำมากกว่า
ประเภทที่ 2 Cement Base ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภท 1 เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต
เป็นระบบที่นอกจากจะช่วยให้คอนกรีต มีคุณภาพได้มาตรฐานสม่ำเสมอแล้ว ยังช่วยให้เกิดการตกผลึก (Calcium Silicate) ในเนื้อคอนกรีตทำให้คอนกรีตมีความแข็งแกร่ง ทนทาน กว่าการผลิตในระบบอื่นมาก
สำหรับขั้นตอนการผลิตแบบผ่านการอบไอน้ำภายใต้ความดันสูง
1. นำวัตถุดิบหลักคือทรายมาบดด้วยเครื่องบด บดผสมกับน้ำ
2. นำวัตถุดิบที่ใช้ในกรรมวิธีทำอิฐมวลรวมเบา (ปูนขาว, ผงอลูมิเนียม, ทราย, ซีเมนต์, ยิบซั่ม) ผสมเข้ากันตามอัตราส่วน โดยส่วนผสมหลักคือทราย และซีเมนต์ ตามลำดับ ด้วยเครื่องผสม) การผสม (Mixing) โดยนำทรายและยิบซั่มมาผสมกันก่อนในขณะเดียวกันปูนขาวผสมกับซีเมนต์จากนั้น จึงนำทั้งหมดมาผสมกัน และจึงผสมกับอลูมิเนียม
3. เทเข้าแม่พิมพ์
4. นำเข้าห้องบ่มเพื่อให้เกิดปฏิกริยา เป็นฟองอากาศและฟูขึ้นมา
5. นำเข้าเครื่องตัด CUTTING MACHINES (M203) และเครื่องทำโครงตาข่าย
6. นำผ่านเข้าเครื่องอบ Over Dryer (M 114) โดยสายพานลำเลียง CONVEYOR SYSTEM (M122) 7. ตรวจสอบ QC
8. บรรจุ โดยทุกขั้นตอนการผลิตมีการใช้คอมพิวเตอร์ทั้งกระบวนการผลิต
การใช้งาน
อิฐมวลเบา เป็นวัสดุก่อผนังมาตรฐานใหม่ ที่นำเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย มาผลิตเป็น “วัสดุก่อผนังมวลเบา” มีลักษณะเป็นคอนกรีตก้อนตันที่มีมวลเบากว่าคอนกรีตทั่วไป และตัวก้อนจะมีฟองอากาศขนาดเล็ก แบบปิดไม่ต่อเนื่องกระจายอย่างสม่ำเสมอในเนื้อคอนกรีต และทำให้ใช้ก่อผนังด้วยวิธีก่อบาง 2-3 มม. ร่วมกับปูนก่อและปูนฉาบอิฐมวลเบาโดยเฉพาะ ซึ่งมีขนาดตามมาตรฐาน กว้าง 20 ซม. ยาว 60 ซม. และมีความหนา 7.5, 10, 12.5, 15, 20, 25 ซม.
วิธีการก่อผนังอิฐมวลเบา
เครื่องมือที่ใช้ในการติดตั้ง แบ่งได้ 2 ประเภท
เครื่องมือทั่วไป เครื่องมือเฉพาะ
เครื่องมือเฉพาะที่ใช้ในการก่ออิฐมวลเบา ประกอบไปด้วย เกรียงก่ออิฐมวลเบา แผ่นเหล็กยึดแรงหัวปั่นปูน เลื่อยตัดอิฐมวลเบา เหล็กขูดเซาะร่อง เกรียงฟันปลา ค้อนยาง ตามรูปด้านบน ซึ่งอุปกรณ์เฉพาะจะทำให้ผนัง อิฐมวลเบามีความแข็งแรง ประหยัดต้นทุนของวัสดุสิ้นเปลืองต่างๆ และช่วยให้งานเสร็จรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยรายละเอียดการใช้งานของแต่ละอุปกรณ์สามารถศึกษาและอ่านข้อมูลได้จาก ขั้นตอนและข้อแนะนำในการก่อ
สัดส่วนการผสมปูน
1. ผสมปูนก่ออิฐมวลเบา เสือคู่ ในสัดส่วน 1 ถุง ต่อ น้ำสะอาดประมาณ 14-15 ลิต ผสมให้เข้ากันด้วยหัวปั่นปูนที่ต่อเข้ากับสว่านไฟฟ้า 2-3 นาที ให้เข้ากันเป็นอย่างดี ควรผสมแค่พอใช้เท่านั้นและควรใช้ให้หมดภายใน 2 ชม.
2. ผสมปูนฉาบอิฐมวลเบา เสือคู่ในสัดส่วน 1 ถุง ต่อ น้ำสะอาดประมาณ 10-12 ลิตร ผสมให้เข้ากันด้วยโม่ผสมปูน ให้เข้ากันเป็นอย่างดี ควรผสมแค่พอใช้เท่านั้น และควรใช้ให้หมดภายใน 2 ชม.
ข้อแนะนำ: หลังจากผสมแล้วไม่ควรนำปูนที่ทิ้งไว้จนแห้งตัว มาผสมน้ำเพิ่ม แล้วใช้งานต่อ เพราะจะทำให้การรับกำลังของปูนลดน้อยลง เป็นผลทำให้โครงสร้างไม่แข็งแรง
การก่อ
1. ก่อนทำการก่อต้องตรวจดูแบบก่อนเสมอ สำหรับในบริเวณที่ทำการก่อผนังอิฐมวลเบา ที่อาจมีน้ำขัง เช่น ระเบียง ต้องทำคัน ค.ส.ล. กั้นระหว่าง ตัวก้อนอิฐมวลเบา กับ พื้น ค.ส.ล. บริเวณนั้น
2. ทำความสะอาดบริเวณที่จะทำการก่ออิฐมวลเบาซีแพคให้เรียบร้อย ทำการปรับวางแนวดิ่ง แนวฉากของการก่อ หลังจากนั้นใช้แปรงสลัดน้ำพอชุ่มในบริเวณที่จะทำการก่อ และทำความสะอาดเศษฝุ่นที่เกาะบนตัวก้อนให้เรียบร้อย โดยที่ไม่ต้องราดน้ำที่ตัวก้อน
3. เริ่มการก่อชั้นแรก โดยการใช้ปูนทรายในการปรับระดับ โดยให้มีความหนาของปูนทรายประมาณ 3-4 ซม.
4. ผสมปูนก่ออิฐมวลเบา กับน้ำสะอาด โดยใช้หัวปั่นปูน ตามคำแนะนำในหัวข้อ สัดส่วน
การผสมปูน
5. ก่อก้อนแรกโดยให้ป้ายปูนก่อบริเวณด้านข้างเสาและด้านล่างก้อนด้วยเกรียงก่อ อิฐมวล เบา โดยมีความหนาของปูนก่อเพียง 2-3 มม. ระหว่างตัวก้อน
6. เริ่มก่อขั้นแรก โดยใช้ค้อนยางปรับให้ได้ระดับตามแนวเอ็นที่ระดับตามแนวเอ็นที่ขึงไว้ และใช้ระดับน้ำในการช่วยจัดให้ได้ระดับ
7. ก่อก้อนที่สอง โดยใช้เกรียงก่อ ป้ายปูนก่อด้านข้างและด้านล่างของก้อน โดยให้มีความหนา 2-3 มม. และปรับระดับด้วยค้อนยางให้ได้ระดับเดียวกัน หลังจากนั้นก่อก้อนต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยวิธีการเดิมจนครบแนวก่อชั้นแรก เมื่อจำเป็นต้องตัดตัวก้อนอิฐมวลเบา ให้วัดระยะให้พอดี และใช้เลื่อยตัดอิฐมวลเบาในการตัดตัวก้อน โดยหากตัดแล้วไม่เรียบหรือไม่ได้ฉาก ให้ใช้เกรียงฟันปลาไสแต่งตัวก้อน และถ้าต้องการขัดอย่างละเอียดเพื่อให้ตัวก้อนเรียบมากขึ้น ให้ใช้เกรียงกระดาษทรายขัดให้เรียบขึ้นได้
8. ก่อชั้นต่อไปโดยต้องก่อในลักษณะสลับแนวระหว่างชั้น และมีการขึงแนวก่อนการก่อ โดยแนวที่เหลื่อมกันมีระยะไม่น้อยกว่า 10 ซม. แต่ละก้อนให้ป้ายปูนก่อรอบก้อน หนา 2-3 มม. ซึ่งต้องใส่ปูนก่อให้เต็มตลอดแนวและหากใช้ไม่เต็มก้อนให้ใช้เลื่อยตัดให้ได้ ขนาดตามที่ต้องการ
9. ปลายก้อนที่ก่อชนเสาโครงสร้าง หรือเสาเอ็นจะต้องยึดด้วยแผ่นเหล็กยึดแรง Metal strap ที่งอฉาก ยาวประมาณ 15-20 ซม. เข้ากับโครงสร้างด้วยตะปูคอนกรีต หรือพุกสกรู ทำเช่นนี้ทุกระยะ 2 ชั้น ของก้อน
10. ก่อก้อนถัดไปด้วยวิธีการเดียวกับชั้นแรก จนจบแนวชั้นที่สอง จากนั้นก็ก่อชั้นต่อๆ ไปด้วยวิธีการเดียวกันจนแล้วเสร็จ
ข้อแนะนำในการก่อ
1. มุมกำแพงทุกมุมกรณีไม่ทำเสาเอ็น ค.ส.ล. ให้ก่อประสานเข้ามุม (Interlocking) ทั้งนี้ผนังต้องมีระยะไม่เกินข้อมูลตามตารางด้านล่าง และปลายกำแพงที่ยื่นออกมาเสาเกินกว่า 1.50 ม. (ยกเว้นกรณีใช้ตัวก้อนอิฐมวลเบา หนา 7.5 ซม. ต้องทำเสาเอ็น ค.ส.ล. ทุกขนาดพื้นที่ ที่ก่อไม่เกิน 10 ตร.ม.)
พื้นที่สูงสุดของผนังอิฐมวลเบา โดยไม่ต้องมีเสาเอ็น / ทับหลัง ค.ส.ล.
ความสูง(เมตร) ความยาวสูงสุดของผนังโดยไม่ต้องมีเสาเอ็น / ทับหลัง ค.ส.ล. (เมตร)
ความหนาอิฐมวลเบา (เซนติเมตร)
7.5 10 12.5 15 17.5 20
2.5 4.2 6.3 8.0 10.0 10.5 10.5
2.75 3.7 6.0 7.0 9.5 10.5 10.5
3 3.4 5.7 6.6 8.2 10.0 10.5
3.25 3.0 4.9 6.0 7.5 9.0 10.5
3.5 2.0 4.5 5.3 7.0 8.0 10.5
3.75 - 3.5 4.8 6.4 7.0 10.0
4 - 3.0 3.8 5.5 6.0 9.5
4.5 - 1.5 2.5 4.0 5.5 9.0
5 - - 1.5 3.2 5.0 7.5
5.5 - - - 2.5 4.0 6.0
6 - - - - 3.0 5.0
2. การก่อผนังให้ก่อชนท้องคานหรือท้องพื้นทุกแห่ง โดยเว้นช่องไว้ประมาณ 2-3 ซม. แล้วอุดปูนทรายตลอดแนวและยึดแผ่นเหล็กยึดแรงหรือ Metal strap ที่ท้องพื้นหรือท้องคานไว้ทุกระยะไม่เกิน 1.20 ม. สำหรับผนังที่ก่อสูงไม่ชนท้องคานหรือพื้นทุกแห่ง จะต้องทำทับหลัง ค.ส.ล.
3. การก่อผนังที่ชนกับท้องพื้นโครงสร้างอาคาร ซึ่งมีโอกาสแอ่นตัวลงมาได้ ตามหลักการใช้งานก่อสร้างบางประเภท เช่น พื้นระบบ Post Tension หรือโครงสร้างเหล็ก จะต้องเว้นช่องว่างที่ส่วนบนไว้ประมาณ 2.5-4 ซม. แล้วเสริมวัสดุที่มีความยืดหยุ่นตัว เช่น โฟม, แผ่นยาง หรือ Fiber Glass ปิดก่อนฉาบทับและทำการเซาะร่องตามแนวรอยต่อ
ข้อแนะนำในการใช้ แผ่นเหล็กยึดแรง Metal strap กับการก่อผนังอิฐมวลเบา
1. ควรมีระยะฝังของ Metal strap ในตัวก้อนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของความยาวก้อน
2. ใช้เหล็กขูดเซาะร่อง ขูดตัวก้อนให้มีความยาว มากกว่าความยาวของระยะผังเหล็ก Metal strap ประมาณ 1 ซม. และมีความลึกของร่องขุดประมาณ 5 มม.
3. วางแผ่นเหล็กยึดแรง Metal strap (ที่ดัดฉากแล้ว) ตามร่องที่ขูดไว้ และใช้ตะปูชนิดตอกคอนกรีต 1 นิ้ว ตอกยึด Metal strap เข้ากับตัวโครงสร้าง
4. การก่อแบบประสานมุม (Interlocking) สามารถทำได้เมื่อใช้อิฐมวลเบา หนา 10 ซม. ขึ้นไป ให้ตอกตะปู ขนาด 1 นิ้ว ยึดแผ่นเหล็ก Metal strap กับตัวก้อนอิฐมวลเบา โดยใช้ตะปู 2 ตัว ยึดหัวและท้ายแบบทแยงกัน
หมายเหตุ : การติดตั้งแผ่นเหล็กยึดแรง Metal strap จะต้องติดทุกๆ ระยะ 2 ของการก่ออิฐมวลเบา
วิธีการติดตั้งคานทับหลังสำเร็จรูป (Lintel)
สำหรับผนังอิฐมวลเบาที่มีความหนา 10 ซม.ขึ้นไปนั้น สามารถใช้ทับหลังสำเร็จรูป แทนการหล่อทับหลัง ค.ส.ล.ได้ โดยวางทับหลังสำเร็จรูปลงบนตัวก้อนอิฐมวลเบาทั้งสองด้าน (ไม่ให้น้ำหนักถ่ายลงบนวงกบโดยตรง) โดยต้องมีระยะนั่งของบ่าทั้งสองด้านเพียงพอ ตามตาราง ทั้งนี้ขนาดมาตรฐานของคานทับหลังสำเร็จรูป มีความยาวตั้งแต่ 1.20 ม. จนถึง 3.60 ม. ทุกๆ ช่วง 0.30 ม. ความหนา 10, 12.5 และ 20 ซม.
ขนาดช่องเปิด B ระยะนั่งต่ำสุด A
น้อยกว่า 1.00 ม. 0.15 ม.
1.00 - 1.90 ม. 0.20 ม.
2.00 - 3.00 ม. 0.30 ม.
การฝังท่อร้อยสายไฟหรือท่อประปา
1. กำหนดแนวที่ต้องการฝังท่อ โดยใช้ดินสอขีดทำเครื่องหมายลงบนผนังอิฐมวลเบา หรือใช้เต้าตีเส้น โดยมีขนาดทีใกล้เคียงกับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางท่อ
2. ใช้มอเตอร์เจียรที่เป็นใบพัดแบบตัดคอนกรีต ตัดตามแนวที่กำหนดไว้ ให้มีความลึกเท่ากับขนาดท่อ โดยความลึกสูงสุดไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของความหนาของตัวก้อน
3. ใช้สิ่วตอกเพื่อแซะเนื้อของตัวก้อนอิฐมวลเบาออกตามแนวที่ได้เจียรไว้ แล้วใช้เหล็กขูดเซาะร่องขูดเก็บส่วนที่ยังมีเศษติดค้างอยู่ให้เรียบร้อย พร้อมที่จะใส่ท่อร้อยสายไฟ หรือท่อประปา
วิธีการฉาบ ผนังอิฐมวลเบา
การเตรียมพื้นผิว
ใช้แปรงตีน้ำหรือไม้กวาดปาดและทำความสะอาดเศษผงที่ติดอยู่บนผนังอิฐมวลเบา ให้หมด และหากมีรอยแตกบิ่นให้อุดด้วยปูนก่อเสียก่อน แล้วทั้งไว้ให้แห้งก่อนที่จะทำการฉาบ จากนั้นให้ราดน้ำที่ผนังให้ชุ่มประมาณ 2 ครั้ง แล้วทิ้งให้ผนังดูดซับน้ำ จึงเริ่มขั้นตอนการฉาบผนังอิฐมวลเบา
การฉาบ
การฉาบผนังอิฐมวลเบา จะใช้ปูนฉาบอิฐมวลเบาตราเสือคู่ ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือ มีแรงยึดเกาะสูง เนื้อละเอียด เหนียวลื่น มีความอุ้มน้ำสูง ทำให้ไม่แตกร้าว โดยการฉาบ จะฉาบด้วยความหนาเพียง 0.5 – 1.0 ซม. เท่านั้น ไม่ควรฉาบหนาเกิน 1.5 ซม. โดยปูนหนึ่งถุงน้ำหนัก 50 กก. นั้น ใช้น้ำสะอาด 10-12 ลิตรผสม ได้พื้นที่ ฉาบประมาณ 2.8-3 ตร.ม.
วิธีฉาบปูน
1. ควรฉาบให้มีความหนาปูนฉาบเพียง 0.5-1.0 ซม. ให้ทำการฉาบ 2 ชั้น ชั้นละประมาณครึ่งหนึ่งของความหนาทั้งหมด
2. เมื่อฉาบชั้นแรกแล้วให้ทิ้งไว้ให้หมาด แล้วฉาบชั้นที่สองต่อ จนได้ความหนาที่ต้องการ หลังจากนั้นแต่งผิวให้เรียบตามวิธีปกติ
ข้อแนะนำในการฉาบ
1. การฉาบปูนบนผนังอิฐมวลเบา โดยฉาบเป็นชั้นเดียวแล้วตีน้ำเลยนั้น ทำได้เฉพาะกรณีที่ฉาบหนาไม่เกิน 1.5 ซม. ถ้าเกินกว่านี้ อาจส่งผลให้เกิดการแตกร้าวที่ผิว เนื่องจากการหดตัวของปูนฉาบ
2. การฉาบหนากว่า 2 ซม. ต้องแบ่งฉาบชั้นละประมาณ 1-2 ซม. และติดลวดตาข่ายระหว่างชั้นเพื่อป้องกันการแตกร้าวในกรณีหนากว่า 4 ซม.
3. ก่อนฉาบให้ติดลวดหรือพลาสติกตาข่าย ตามบริเวณมุมวงกบประตู, หน้าต่าง, รอยต่อเสา รวมถึงบริเวณที่มีการขุดเซาะร่องเพื่อฝังท่อสายไฟหรือท่อน้ำ เพื่อลดปัญหาการแตกร้าวจากการฉาบ
ข้อแนะนำในการเจาะและยึดแขวนวัสดุ
หลังจากทำการฉาบผนังอิฐมวลเบาเรียบร้อยแล้ว หากต้องการตอกตะปูเพื่อใช้ในการยึดแขวนวัสดุหรือของใช้ต่างๆ ให้ฝังในพุกไนล่อนหรือพุกเหล็ก ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดตะปูให้แน่นได้เป็นอย่างดี
แสดงรูปร่างของพุกไนล่อน UX แสดงรูปร่างของพุกไนล่อน SX แสดงรูปร่างของพุกเหล็ก FMD
ข้อดีข้อเสีย
ข้อดี
การกันความร้อนได้ดี
กันเสียงได้ดี
การกันไฟ ได้นานกว่า 4 ชั่วโมง
น้ำหนักเบาและรับแรงกดได้ดี
ประหยัดพลังงาน
ใช้งานง่าย และรวดเร็วกว่าอิฐทั่วไป
อายุการใช้งาน ยาวนานเท่าโครงสร้างคอนกรีต
ข้อเสีย
1. มีราคาแพง
2. ไม่ทนต่อความชื้น
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะใช้วัสดุคอนกรีตมวลเบา หรือ อิฐมอญ จะมีข้อดีและข้อเสีย และต้นทุนที่แตกต่างกันไป เช่น ก่อผนังด้วยอิฐมวลเบาทั้งหมดราคาค่าก่อก่อสร้างจะมีตัวเลขสูงขึ้นกว่าการก่อ ด้วยอิฐมอญชั้นเดียว แต่เมื่อนำอิฐมอญมาก่อผนัง 2 ชั้นราคาค่าก่อก่อสร้างกลับสูงกว่า เราจะเห็นบางโครงการจะใช้ทั้งคอนกรีตมวลเบา และอิฐมอญ สร้างบ้านหลังเดียว โดยส่วนผนังภายนอกที่ได้รับแสงแดดโดยตรง จะก่อด้วยอิฐมวลเบาหรือก่ออิฐมอญ 2 ชั้น ส่วนผนังภายในอาจจะก่อด้วยอิฐมอญชั้นเดียว หรืออิฐมวลเบาที่ความหนาน้อยกว่า
เปรียบเทียบวัสดุหลายประเภท
หัวข้อ / รายละเอียด อิฐมวลเบา อิฐมอญ หรืออิฐแดง
ประเภทผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ คอนกรีตมวลเบาที่มีมาตรฐานสูง ผลิตภัณท์จากวัสดุคุณภาพ คัดเกรด มั่นคง แข็งแรง อายุการใช้งานยาวนาน ผลิตจากดินเหนียว ตัดให้ได้ขนาด แล้วนำเข้าเตาเผาคุณภาพไม่แน่นอน ดีบ้างไม่ดีบ้าง
ขบวนการผลิต ผลิตจากเทคโนโลยีเยอรมัน ภายใต้การอบไอน้ำภายใต้ ความดันสูงจนกระทั่งเนื้อวัสดุเป็นผลึกที่แข็งแรงและเบา ทำด้วยแรงงานชาวบ้านตามชานเมืองที่มีแหล่งดินเหนียว
มาตรฐานผลิตภัณฑ์ เป็นไปตาม มอก. 1505-2540 ระบุทุกประการได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากล สินค้าในท้องตลาดส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐานไม่แน่นอน แตกหักง่าย
การขนส่ง และเครื่องย้าย บรรจุบนพาเลทไม้ ใช้เครื่องจักร รถโฟล์กลิฟท์ ขนส่งทีละพาเลท ขนด้วยแรงงานคนทีละก้อน มีปัญหามากในกรณีอาคารสูง และพื้นที่การกองเก็บ
ราคาค่าติดตั้งต่อพื้นที่ผนัง 1 ตร.ม. อิฐมวลเบา Q-CON หนา 7.5 ซม. (โดยประมาณ) อิฐมอญ (โดยประมาณ)
ค่าวัสดุ ค่าแรง รวม ค่าวัสดุ ค่าแรง รวม
ค่าวัสดุ 165 0 165 70 0 70
ปูนก่อ 9 40 49 35 55 90
ปูนฉาบ 2 ด้าน 2 x 45 2 x 45 180 2 x 50 2 x 50 210
เหล็กหนวดกุ้ง 8 0 8 6 0 6
เสาเอ็น หรือทับหลัง คสล. 12 8 20 15 10 25
รวมผนังรวม 422 401
ขั้นตอนการออกแบบ
- โครงสร้างอาคาร น้ำหนักเพียงครึ่งหนึ่งของอิฐมอญ (90 กก./ตร.ม.) ประหยัดจากการลดขนาดโครงสร้างอาคาร โครงสร้างขนาดใหญ่ เนื่องจากน้ำหนักมากกว่า 2 เท่า (180 กก./ตร.ม.)
ขั้นตอนการก่อสร้าง
- การควบคุม บริหารงานก่อสร้าง ควบคุมปริมาณวัสดุได้ จัดการอย่างเป็นระบบ ปริมาณใช้งานไม่แน่นอน ไม่เป็นระบบ
- ความรวดเร็วในการติดตั้ง ก่อได้ 20-25 ตร.ม. / วัน เร็วกว่า 3-5 เท่า ต้องอาศัยความชำนาญ ก่อได้ 5-8 ตร.ม./ วัน
- ขั้นตอนการก่อ ฉาบ ก่อบาง 2 มม. ฉาบบาง 1 ซม. ประหยัดวัสดุไม่แตกร้าว ก่อหนา 1.5 ซม. ฉาบหนา 2 ซม. แตกร้าวง่าย
ขั้นตอนการใช้อาคาร
- ประหยัดจากการลดขนาดเครื่องปรับอากาศลง 20% ประหยัดได้ประมาณ 3,000 - 9,000 บาท/เครื่อง เครื่องปรับอากาศ ต้องมีขนาดใหญ่และทำงานหนักเกือบตลอดเวลา
- การประหยัดค่าไฟฟ้าจากเครื่องปรับอากาศ Q-CON ประหยัดกว่า 25% อิฐมอญไม่เป็นฉนวนและเก็บสะสมความร้อนไว้ในตัวเอง สิ้นเปลืองไฟมาก
- การกันเสียง กันเสียได้ดี ไม่กันเสียง
- ปลอดภัยกว่า เมื่อเกิดไฟไหม้อาคาร ทนไฟและกันได้นานกว่า 4 ชั่วโมง กันไฟได้เพียง 1 - 1.5 ซม. เท่านั้น
- ค่านิยม และความทันสมัย ผลิตภัณฑ์ยุคใหม่ เพื่อผู้ใช้อาคารอย่างแท้จริง วัสดุดั่งเดิมใช้มานานกว่า 100 ปี ไม่มีการพัฒนา
- อายุการใช้งาน อายุการใช้งานนานกว่า 50 ปี สั้นกว่ามาก
ข้อมูลเปรียบเทียบวัสดุก่อผนังแต่ละชนิด
รายการ อิฐมอญ อิฐบล็อค อิฐมวลเบา
โครงสร้างบล็อก ตัน กลวง กลวง
ก่อผนังเป็นผนังรับแรง ไม่ได้ ได้ ได้
จำนวนก้อนที่ใช้ต่อตารางเมตร 120-135 ก้อน 12.5 ก้อน 8.33 ก้อน
น้ำหนักเฉลี่ยเฉพาะวัสดุ 130 กก./ ตร.ม. 115 กก./ ตร.ม. 50 กก./ ตร.ม.
ค่าการรับแรงอัด 20-30 กก./ ตร.ซม. 10.15 กก./ ตร.ซม. 35-50 กก./ ตร.ซม.
อัตราการทนไฟ (หนา 10 ซ.ม.) 2 ชม. 1 ชม. 2-4 ชม.
การดูดซึมน้ำ สูง สูง ปานกลาง
การสูญเสีย/แตกร้าว 15-20% 10-15% 5%
ราคาวัสดุ (บาท/ตร.ม.) 80 50 285*
เปรียบเทียบลักษณะคุณสมบัติอิฐมอญกับคอนกรีตมวลเบา
ข้อเปรียบเทียบคุณสมบัติวัสดุ อิฐมอญ คอนกรีตมวลเบา
ราคา - -
โครงสร้างบล็อค ตัน กลวง
ก่อผนังเป็นผนังรับแรง ไม่ได้ ได้
การดูดซึมน้ำ สูง ปานกลาง
ความหนาของปูนก่อระหว่างก้อน 1.5 เซนติเมตร 2.3 มิลลิเมตร
ความหนาของปูนที่ฉาบ 20-25 มิลลิเมตร 10 มิลลิเมตร
น้ำหนักวัสดุ (กก./ตร.ม.) 130 45
น้ำหนักผนังรวมฉาบปูน 2 ด้าน (กก./ตร.ม.) 180 90
จำนวนใช้งานต่อ 1 ตร.ม. (ก้อน/ตร.ม.) 130 - 145 8.33
ค่ากำลังอัด ( Compressive Strength ) (กก./ตร.ซม.) 15 - 40 30 - 80
ค่าการนำความร้อน ( Thermal Conductivity ) ( วัตต์/ม.เคลวิน ) 1.15 0.13
ค่าการถ่ายเทความร้อนรวม OTTV ( วัตต์/ตร.ม. ) 58 - 70 32 - 42
อัตราการกันเสียง ( STC Rating ) ( เดซิเบล ) 38 43
อัตราการทนไฟ ( Fire Rating ) (ความหนา 10 เซนติเมตร) 2 4
ความเร็วในการก่อ ( ตร.ม./วัน ) 6-12 15-25
เปอร์เซ็นต์สูญเสีย / แตกร้าว 10 - 30 % 0 - 3 %
การติดตั้งวงกบประตู-หน้าต่าง หล่อเสาเอ็นทับหลังและต้องมีค้ำยัน ไม่ต้องเททับหลังและไม่ต้องมีค้ำยัน
ราคาวัสดุและค่าแรง
โดยทั่วไปวัสดุที่ใช้ในงานก่อสร้างบ้านเรือน ได้แก่ไม้ อิฐมอญ และอิฐบล็อก แต่ปัจจุบันเนื่องจากไม้มีราคาสูงขึ้นมาก จึงทำให้อิฐมอญและอิฐบล็อกได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในการนำไปใช้งานใน ธุรกิจก่อสร้างต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาได้มีการนำ อิฐมวลเบาชนิดอบไอน้ำ (Auto-craveconcrete block) เข้ามาใช้ในงานก่อสร้างอาคาน.บ้านเรือน ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นกว่าอิฐมอญและอิฐบล็อก คือ น้ำหนักที่เบากว่า การกันความร้อนที่ดีกว่าและใช้เวลาในการก่อสร้างรวดเร็ว เป็นต้นการผลิตอิฐมวลเบาชนิดอบไอน้ำ นี้ ต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตจากต่างประเทศ และผู้ผลิตในประเทศไทยยังมีจำนวนไม่มาก ปริมาณการผลิตจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ส่งผลให้ราคาของอิฐมวลเบาชนิดอบไอน้ำยังอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างสูงมากเมื่อ เทียบกับราคาอิฐมอญและอิฐบล็อก
เมื่อเทียบราคาวัสดุบวกค่าแรงต่อตารางเมตร อิฐมวลเบาหนา 10 เซนติเมตร ราคาเฉลี่ยประมาณ 360-400 บาท/ตารางเมตร ส่วนอิฐมอญก่อ 2 ชั้น (เว้นช่องว่างตรงกลาง) ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 400-420 บาท/ตารางเมตร
อิฐมวลเบามีราคาแพงกว่าอิฐมอญและคอนกรีตบล็อคแต่จะมาประหยัดในด้านค่าแรง 1 ตรม.ใช้เวลาก่อ+ฉาบ 45 นาทีในขณะที่ ก่ออิฐ / คอนกรีตบล็อก ฉาบปูนใช้เวลา 2-3 ชม. และ ประหยัดค่าเสาเอ็นเนื่องจากไม่ต้องใช้ และค่าโครงสร้างก็ถูกกว่าเนื่องจากความเบา
รวม ค่าก่อสร้าง แล้วถูกกว่า อิฐมอญแต่แพงกว่าคอนกรีตบล็อก
ปัจจุบันในช่วงเดือน มีนาคม พ.ศ 2550ราคาจำหน่ายอิฐมวลเบาในตลาดอยู่ในระดับตารางเมตรละ 130 – 140 บาท
ที่มาจาก vcharkarn.com
โดยคุณ เด็กช่างอ่ะ
Monday, February 6, 2012
วิชาเรียกพลังธาตุ
วิชาเรียกพลังธาตุ
การเรียกพลังธาตุ สำหรับคนที่ไม่มีพลังเป็นพื้นฐานในการสร้างอภิญญาฤทธิ์ ให้ตัวเองมีพลังธาตุขึ้นมา ส่วนมากวิชานี้หาครูบาอาจารย์สอนได้ยากยิ่ง มีแต่ให้นั่งสมาธิไปวันๆ กว่าจะได้พลังมาช้าเกินไป การเรียกพลังธาตุ คือ การประสานกายกับจิตตัวเองให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ และธาตุแห่งธรรมชาติ หมายถึงธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม นั่นเอง
การอาบพลังธรรมชาติในธาตุทั้ง 4 เรียกพลังเข้าตัว
ธาตุดิน พลังแห่งธาตุดิน คือ อยู่สถานที่ที่มีดิน แล้วเรียกพลังดินเข้าตัว
ธาตุน้ำ พลังแห่งธาตุน้ำ คือ อยู่สถานที่ที่มีน้ำ แล้วเรียกพลังน้ำเข้าตัว
ธาตุไฟ พลังแห่งธาตุไฟ คือ อยู่สถานที่ที่มีไฟ แล้วเรียกพลังไฟเข้าตัว
ธาตุลม พลังแห่งธาตุลม คือ อยู่สถานที่ที่มีลม แล้วเรียกพลังลมเข้าตัว
การเรียกพลังธาตุจากอาหารเพื่อเพิ่มพลังธาตุนั้นๆให้กับร่างกายและจิตใจ เมื่อร่างกายแข็งแรง จิตใจย่อมแข็งแรง เมื่อร่างกายไม่แข็งแรงจิตใจก็ต้องไม่แข็งแรงตามไปด้วย สำหรับคนที่มีสมาธิดี ทานอาหารให้เหมาะสมกับธาตุของตัวเองเข้าสมาธิแค่นิดเดียวพลังธาตุก็กลับคืน มา แต่สำหรับผู้ไม่มีสมาธิ จะทานอะไรก็ไม่สามารถเรียกพลังธาตุได้ อาหารจึงเป็นเพียงแค่บำรุงร่างกายของผู้ที่ไม่มีสมาธิเท่านั้น เพราะฉะนั้นสมาธิจึงเป็นส่วนสำคัญในการดึงพลังธาตุจากอาหารมาใช้บำรุง ร่างกายและเรียกพลังธาตุจากอาหาร เพียงแค่นี้กำลังภายในก็สามารถกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว
การเรียกพลังธาตุจากอาหารเพื่อเพิ่มพลังธาตุ ทำได้ดังนี้
ธาตุดิน ทานอาหารได้ทุกอย่างแต่รสไม่จัด
ธาตุน้ำ ทานอาหารรสหวานหรือน้ำหวาน
ธาตุไฟ ทานอาหารรสเผ็ดหรือน้ำร้อน
ธาตุลม ทานอาหารรสเปรี้ยวหรือน้ำอัดลม
การเรียกพลังธาตุต่างๆ ทำได้ดังต่อไปนี้ คือ
พลังธาตุดิน คือ ดินที่มีอยู่ตามธรรมชาติ นั่งสมาธิบริกรรมภาวนา อยู่บนดินบนภูเขาตามถ้ำ หรือง่ายๆคือนั่งสมาธิบนดิน แล้วนึกน้อมจิตเอาดินจากธรรมชาติดึงเข้ามาสู่ร่างกาย ให้ร่างกายและจิตใจมีพลังดิน เป็นนิมิตแห่งสมาธิว่าดินๆ จิตใจได้กลายเป็นธาตุดินและร่างกายก็กลายเป็นพลังจิตแห่งธาตุดิน กายกับจิตเป็นพลังธาตุดิน กำหนดสมาธิแบบนี้จึงเรียกพลังดินออกมาจากธรรมชาติ
พลังธาตุน้ำ คือ น้ำที่อยู่ในธรรมชาติ เช่น แม่น้ำลำคลอง น้ำตก สายฝน เป็นต้น นั่งสมาธิบริกรรมภาวนาง่ายๆ เป็นต้นว่าอยู่ตามแม่น้ำลำคลอง แล้วนึกน้อมจิตเอาน้ำจากธรรมชาติดึงเข้ามาสู่ร่างกาย ให้ร่างกายและจิตใจมีพลังน้ำ เป็นนิมิตแห่งสมาธิว่าน้ำๆ จิตใจได้กลายเป็นธาตุน้ำและร่างกายก็กลายเป็นพลังจิตแห่งธาตุน้ำ กายกับจิตเป็นพลังธาตุน้ำ กำหนดสมาธิแบบนี้จึงเรียกพลังน้ำออกมาจากธรรมชาติ
พลังธาตุไฟ คือ ไฟที่อยู่ในธรรมชาติ เช่น แสงไฟ เปลวเทียน กองไฟ แสงแดด แสงพระอาทิตย์ เป็นต้น นั่งสมาธิบริกรรมภาวนาง่ายๆ เป็นต้นว่าอยู่ที่แสงแดดหรือกองไฟ แล้วนึกน้อมจิตเอาไฟจากธรรมชาติดึงเข้ามาสู่ร่างกาย ให้ร่างกายและจิตใจมีพลังไฟ เป็นนิมิตแห่งสมาธิว่าไฟๆ จิตใจได้กลายเป็นธาตุไฟและร่างกายก็กลายเป็นพลังจิตแห่งธาตุไฟ กายกับจิตเป็นพลังธาตุไฟ กำหนดสมาธิแบบนี้จึงเรียกพลังไฟออกมาจากธรรมชาติ
พลังธาตุลม คือ ลมที่อยู่ในธรรมชาติ เช่น ลมพัดไปมา ลมในอากาศ หรือแม้แต่พัดลม เป็นต้น นั่งสมาธิบริกรรมภาวนาง่ายๆ เป็นต้นว่าอยู่สถานที่ลมพัดไปมาตลอดเวลา หรือจะเอาพัดลมหันหน้าเข้าหาตัวเองเพื่อเรียกพลังธาตุลมก็ได้ไม่ผิดอะไร แล้วนึกน้อมจิตเอาลมจากธรรมชาติดึงเข้ามาสู่ร่างกาย ให้ร่างกายและจิตใจมีพลังลม เป็นนิมิตแห่งสมาธิว่าลมๆ จิตใจได้กลายเป็นธาตุลมและร่างกายก็กลายเป็นพลังจิตแห่งธาตุลม กายกับจิตเป็นพลังธาตุลม กำหนดสมาธิแบบนี้จึงเรียกพลังลมออกมาจากธรรมชาติ
เรียบเรียงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดย
นายนที เพ่งพิศ (อาจารย์เสก)
หมายเหตุ : ให้ธรรมะความรู้เป็นการสร้างบารมี ไม่สงวนลิขสิทธิ์ทางกฎหมาย ธรรมะเป็นของพระพุทธเจ้า เป็นคำสั่งสอนสากล มิบังอาจจดลิขสิทธิ์ทางปัญญาเป็นของตัวเอง
หากผู้ใดได้ฝึกที่วิชาที่ข้าพเจ้าเขียนและเรียบเรียงนี้ ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป สาธุ
ข้อควรระวัง ใครผู้ใดได้เรียนวิชานี้แล้ว (ไม่เคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา ครูอาจารย์ “เอาวิชาของสูงไปใช้ในทางที่ผิด” ) ระวังฟ้าดินจะลงโทษ นรกสวรรค์มีตา ใครทำชั่วหรือดี ท่านก็คงจะเห็น
พลังปลุกธาตุ
วิชาปลุกธาตุหรือพลังปลุกธาตุ เป็นวิชาที่ใช้เรียกหรือปลุกธาตุกายสิทธิ์ที่มีอยู่ในร่างกายคนเราออกมา หรือจะใช้ปลุกเสกเครื่องรางของคลังก็ได้
พลังปลุกธาตุกายสิทธิ์ในร่างกายคนออกมา
ธาตุกายสิทธิ์ในร่างกายคนขึ้นอยู่กับบารมีผู้นั้นเป็นหลักว่าสร้างมาแบบไหน จึงมีธาตุกายสิทธิ์วิเศษไว้ครอบครองไม่ใช่ทุกคนจะมีได้ ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ เป็นสิ่งเฉพาะตัว
วิธีการปลุกธาตุกายสิทธิ์ในร่างกายคน
ผู้ใดมีบารมีทางธาตุดิน ปลุกธาตุด้วยพลังดินหรือกสิณดิน
วิธีการปลุกธาตุด้วยพลังแห่งดิน ให้บุคคลผู้นั้นเจริญสมาธิด้วยกสิณดิน พลังวิเศษในร่างกายก็สำแดงฤทธิ์ออกมา
ผู้ใดมีบารมีทางธาตุน้ำ ปลุกธาตุด้วยพลังน้ำหรือกสิณน้ำ
วิธีการปลุกธาตุด้วยพลังแห่งน้ำ ให้บุคคลผู้นั้นเจริญสมาธิด้วยกสิณน้ำ พลังวิเศษในร่างกายก็สำแดงฤทธิ์ออกมา
ผู้ใดมีบารมีทางธาตุไฟ ปลุกธาตุด้วยพลังไฟหรือกสิณไฟ
วิธีการปลุกธาตุด้วยพลังแห่งไฟ ให้บุคคลผู้นั้นเจริญสมาธิด้วยกสิณไฟ พลังวิเศษในร่างกายก็สำแดงฤทธิ์ออกมา
ผู้ใดมีบารมีทางธาตุลม ปลุกธาตุด้วยพลังลมหรือกสิณลม
วิธีการปลุกธาตุด้วยพลังแห่งลม ให้บุคคลผู้นั้นเจริญสมาธิด้วยกสิณลม พลังวิเศษในร่างกายก็สำแดงฤทธิ์ออกมา
การปลุกธาตุพลังพระเครื่อง
พระเกจิอาจารย์รูปใดสำเร็จสมาธิด้วยกสิณน้ำ ต้องการให้พระเครื่อง มีพุทธคุณทางเมตตามหานิยม ให้ใช้พลังของธาตุน้ำคือกสิณน้ำบริกรรมที่พระเครื่อง
พระเกจิอาจารย์รูปใดสำเร็จสมาธิด้วยกสิณลม ต้องการให้พระเครื่อง มีพุทธคุณทางแคล้วคลาด ให้ใช้พลังของธาตุลมคือกสิณลมบริกรรมที่พระเครื่อง
15
วิธีใช้สมาธิวัดพลังพระเครื่อง
กำหนดสมาธิจิต ให้เอาจิตตัวเองไปจับที่องค์พระ ถ้าองค์พระมีพุทธคุณ จะมีพลังเย็นหรือร้อนหรือเป็นไฟฟ้ากระตุกที่มือ ขึ้นอยู่กับพระเกจิอาจารย์จะปลุกเสกพุทธคุณมาทางด้านไหน พลังขององค์พระจึงไม่เหมือนกัน
ถ้าเอาสมาธิจิตจับแล้ว องค์พระมีพลังทางพุทธคุณ พระเครื่องของจริง
ถ้าเอาสมาธิจิตจับแล้ว องค์พระไม่มีพลังพุทธคุณอันใดออกมาเลย แสดงว่าพระเครื่องของปลอม
เรียบเรียงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดย
นายนที เพ่งพิศ (อาจารย์เสก)
หมายเหตุ : ให้ธรรมะความรู้เป็นการสร้างบารมี ไม่สงวนลิขสิทธิ์ทางกฎหมาย ธรรมะเป็นของพระพุทธเจ้า เป็นคำสั่งสอนสากล มิบังอาจจดลิขสิทธิ์ทางปัญญาเป็นของตัวเอง
หากผู้ใดได้ฝึกที่วิชาที่ข้าพเจ้าเขียนและเรียบเรียงนี้ ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป สาธุ
ข้อควรระวัง ใครผู้ใดได้เรียนวิชานี้แล้ว (ไม่เคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา ครูอาจารย์ “เอาวิชาของสูงไปใช้ในทางที่ผิด” ) ระวังฟ้าดินจะลงโทษ นรกสวรรค์มีตา ใครทำชั่วหรือดี ท่านก็คงจะเห็น
16
พลังจักรวาล (คือการรวมธาตุ)
พลังจักรวาลที่แท้จริงนั้น และเป็นพลังจักรวาลที่สมบูรณ์แบบ ต้องมีครบทั้ง 4 ธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และพิเศษอีก 2 ธาตุ คือ อากาศและวิญญาณ รวมเป็น 6 ธาตุ การฝึกพลังจักรวาลโดยสอนการเปิดตรรกะและปิดตรรกะ สอนเฉพาะธาตุใดธาตุหนึ่ง คือ จักรไฟและจักรลม เป็นต้น ผู้เขียนเห็นว่ายังไม่สมบูรณ์ จึงได้พยายามเขียนและเรียบเรียงพลังจักรวาลเสียใหม่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
สมาธิทุกอย่างเริ่มต้นจากการฝึกสติเป็นสำคัญ ส่วนมากนักปฏิบัติจะใช้สติเพ่งดูจิต พลังจักรวาลก็เช่นกัน เริ่มจากการฝึกสติเพ่งดูจิต แต่การเพ่งดูจิตนั้น ต่างจากวิชาอื่นคือ ไม่ได้เพ่งเฉพาะดวงจิตของตัวเอง แต่ใช้สติเพ่งดูจิต จิตที่เป็นพลัง ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศและวิญญาณนั้นเอง
พลังจักรวาลสมบูรณ์แบบ 6 ธาตุ
จักรดิน จุดกำเนิดพลังดิน (คือกสิณดิน)
จักรน้ำ จุดกำเนิดพลังน้ำ (คือกสิณน้ำ)
จักรลม จุดกำเนิดพลังลม (คือกสิณลม)
จักรไฟ จุดกำเนิดพลังไฟ (คือกสิณไฟ)
จักรอากาศ จุดกำเนิดพลังอากาศ (คือกสิณอากาศ ความว่างเปล่า)
จักรวิญญาณ จุดกำเนิดพลังวิญญาณ (คือกสิณแสงสว่างหรือใช้สติเพ่งดูจิตตัวเอง)
พลังจักรวาลจะฝึกให้ครบ 4 ธาตุ หรือ 6 ธาตุ ขึ้นอยู่กับบารมีของผู้ฝึกเป็นสำคัญ แต่สำหรับผู้ไม่เชี่ยวชาญทั้ง 4 ธาตุ จะเริ่มต้นฝึกจากธาตุใดธาตุหนึ่งก่อนก็ได้ตามจริตของตัวเอง
ปุจฉา พลังจักรวาลที่สมบูรณ์แบบควรเริ่มต้นจากธาตุไหนก่อน เป็นหลัก
วิสัชนา ควรเริ่มต้นจากธาตุลมก่อน เพราะธาตุลมคือจุดกำเนิด ของการหมุนและผลิกธาตุทุกอย่าง หมุนและควบคุมพลังธาตุ สามารถเปลี่ยนธาตุลมเป็นธาตุน้ำ ธาตุดินและธาตุไฟได้
ปุจฉา พลังจักรวาลสำหรับผู้เริ่มต้นฝึกใหม่ๆ ไม่เชี่ยวชาญควรเริ่มฝึกจากธาตุไหนก่อน
วิสัชนา ฝึกจากธาตุไหนก่อนก็ได้ตามแต่จริตของตัวเอง
การเริ่มต้นฝึกพลังจักรวาลควบคุม 4 ธาตุ
ฝึกจักรลม เพราะลมเป็นตัวหมุนและผลิกธาตุทุกอย่างในร่างกาย ต่อมาควรฝึกจักรน้ำ เพราะน้ำจะควบคุมความสมดุลของพลังลม และน้ำจะควบคุมธาตุดินไม่ให้ดินหนักจนเกินไป และธาตุน้ำจะควบคุมธาตุไฟ ต่อมาเป็นลำดับที่สาม คือ จักรดิน ดินจะเป็นตัวกำหนด จิตและความหนักแน่น ความสมดุลของธาตุน้ำและควบคุมธาตุไฟ ไม่ให้หุนหันพลันแล่นเมื่อฝึกธาตุดิน ดินจะควบคุมไฟอีกทีหนึ่งเหมือนตัวเองหนักแน่นดังศิลา จึงควบคุมพลังไฟได้
การควบคุมพลังธาตุ
เนื่องจากพลังกำเริบและมีอยู่มากจนเกินไป พลังไฟที่ร้อนจัด ต้องเปลี่ยนธาตุไฟมาเป็นธาตุลม เรียกว่าการผลิกธาตุให้ตัวเองเย็น เมื่อลมมีอยู่มากจนเกินไป จะเกิดความรู้สึกว่าร่างกายตัวเองอัดแน่นด้วยพลังลมมากจนเกินไป จนร่างกายรับไม่ไหว ให้หมุนธาตุลมและผลิกธาตุลมหรือเปลี่ยนเป็นธาตุน้ำ เพราะธาตุน้ำจะควบคุมธาตุลมและปรับสมดุลภายในร่างกาย เมื่อธาตุน้ำ มีอยู่มากจนเกินไป เปลี่ยนธาตุน้ำเป็นธาตุดิน เป็นการปรับสมดุลพลังธาตุ เมื่อธาตุดินมากเกินก็เปลี่ยนธาตุดินเป็นอากาศว่างเปล่า ปล่อยวางนั้นเอง และเมื่ออากาศหาที่สุดประมาณมิได้ จิตไม่อยู่กับตัวเพราะกลายเป็นอากาศมากจนเกินไป ดึงจิตที่เป็นอากาศ ให้เป็นวิญญาณแห่งดวงจิต คือใช้สติเรียกจิตกลับคืนนั้นเอง
สรุปการควบคุมพลังธาตุ
1. ธาตุไฟมากเกินไป เปลี่ยนไฟเป็นลม
2. ธาตุลมมากเกินไป เปลี่ยนลมเป็นน้ำ
3. ธาตุน้ำมากเกินไป เปลี่ยนน้ำเป็นดิน
4. ธาตุดินมากเกินไป เปลี่ยนดินเป็นอากาศ
5. ธาตุอากาศมากเกินไป เปลี่ยนอากาศเป็นวิญญาณ(ใช้สติเรียกดวงจิต ใช้สติเพ่งจิต
นั้นเองไม่ให้ฟุ้งซ่านไปตามอากาศที่มากจนเกินไปและ จิตล่องลอยไปในอากาศ เป็นการเรียกจิตกลับคืนด้วยสติ)
ธาตุสมดุล
ธาตุดิน กินธาตุน้ำ ธาตุไฟ กินธาตุลม
ธาตุดิน ต้องอาศัยน้ำเพราะ ถ้าไม่มีน้ำ ดินก็แห้งแล้ง
ธาตุไฟ ต้องอาศัยลมเพราะ ถ้าไม่มีลม ไฟก็ลุกโซนไม่ได้
เราเรียกว่าธาตุสัมพันธ์ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ส่วนธาตุน้ำกับธาตุลมนั้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยธาตุอื่น เพราะน้ำมีพลังอยู่ในตัวเอง และลมก็พัดไปมาตลอดเวลา
ธาตุหักล้างหรือทำลายกันเอง
ธาตุน้ำกับไฟนั้นต่อต้านกัน ธาตุดินกับธาตุลมนั้นต่อต้านกัน
เพราะไฟเมื่อเจอน้ำจึงมักดับ ส่วนธาตุลมเมื่อเจอธาตุดิน ดินจะเป็นตัวกำบังลมไม่ให้ ลมนั้น เดินทางผ่านไปมาสะดวก
พลังจักรวาลที่สมบูรณ์แบบคือการรวมธาตุ ธาตุที่สมดุลกันนั้นรวมง่ายกว่าธาตุที่หักล้างกัน นี้เป็นความวิเศษของพลังจักรวาลที่สามารถรวมธาตุอริหักล้างกัน รวมมาได้เป็นเหมือนคู่มิตรกันได้อย่างสมบูรณ์
การรวมธาตุหักล้างมาเป็นธาตุคู่มิตร ธาตุน้ำรวมธาตุไฟ การรวมธาตุธาตุน้ำกับธาตุไฟเข้าด้วยกัน ผู้ฝึกต้องทำจิตใจไม่ให้ต่อต้านทั้งธาตุน้ำและธาตุไฟ เรียกว่ามีพลังทั้งหยินและหยาง
ในตัวเอง เอาน้ำควบคุมธาตุไฟไม่ให้ร้อน แล้วเอาธาตุไฟอยู่กลางธาตุน้ำ ผู้ที่สามารถรวมธาตุไฟกับธาตุน้ำเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ สามารถเรียกพลังไฟขึ้นเองได้จากในน้ำ
การรวมธาตุดินกับธาตุลมเข้าด้วยกัน เอาธาตุลมมาหมุนอยู่ในตัวเราและรอบตัวเรา ก่อเกิดเป็นพลังลมหมุนธาตุดินที่อยู่ข้างนอกตัวเรา ผู้ที่สามารถรวมธาตุลมกับธาตุดินเข้าด้วยกัน จะสามารถเรียกพลังลมผ่านดินได้
การฝึกพลังจักรวาลที่ละธาตุ (ตามหลักของอภิญญา)
จักรลม พลังลม(จุดกำเนิดพลังลมคือกสิณลมนั้นเอง) แต่จักรวาลลมหรือจักรลมพัฒนามาจากกสิณลมแต่พิเศษกว่าคือ สามารถรวมพลังลมที่อยู่ภายในร่างกายและพลังธรรมชาติให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ แต่กสิณลมจะเน้นผู้ฝึกเฉพาะภายในอย่างเดียว ความจริงแล้วกสิณลมก็สามารถพัฒนาพลังได้ยิ่งไม่แพ้จักรลม ขึ้นอยู่กับครูบาอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาให้
การฝึกจักรลม เพ่งดูลมที่อยู่ภายนอกร่างกาย จะเป็นลมธรรมชาติหรือลมพัดไปมา พัดลมหรือแม้แต่การเพ่งลมหายใจเข้าออกก็เป็นการฝึกพลังลมทั้งสิ้น จนสามารถจำได้ติดตาว่าลมพัดไปมาในขณะทำสมาธิ
การใช้พลังลม กำหนดลมขึ้นที่กลางท้องหรือที่ลมหายใจเข้าออก แล้วแผ่พลังลมไปทั่วร่างกายเหมือนโคจรลมปราณฉะนั้น แล้วจากทั่วตัวหรือจากท้องก็สามารถดึงไว้ที่ฝ่ามือ เมื่อเรียกใช้พลังลม
จักรน้ำ พลังน้ำ(จุดกำเนิดพลังน้ำคือกสิณน้ำนั้นเอง) ในความเป็นจริงครูบาอาจารย์ที่ถ่ายทอดพลังจักรวาลมักจะเขียนแค่จักรไฟหรือ จักรลม ยังลืมเขียนเรื่องจักรน้ำไป แล้วอย่างนี้จะควบคุมธาตุไฟที่ร้อนแรงได้อย่างไรกัน พลังจักรวาลต้องมีให้สมบูรณ์ครบทุกพลังธาตุ ผู้เขียนจึงได้เรียบเรียงพลังจักรวาลให้สมบูรณ์ และเขียนพลังจักรวาลให้ทั้งหมดในส่วนจักรธาตุต่างๆที่ขาดหายไป
การฝึกจักรน้ำ เพ่งดูน้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ จะเป็นน้ำในแม่น้ำลำคลอง น้ำบ่อ น้ำทะเล น้ำตก หรือแม้แต่เอาขันน้ำมาวางไว้ด้านหน้าของตัวเองเพื่อกำหนดทำสมาธิ จะฝึกแบบพิสดารคือนั่งหลับตาและลืมตา กำหนดสมาธิเป็นน้ำจนเป็นนิมิตติดตา พอนั่งหลับตาทุกครั้งจะเห็นนิมิตน้ำมาอยู่ที่จิตใจและตัว โดยไม่จำเป็นต้องมีน้ำมาวางไว้ที่หน้า เราเรียกว่านิมิตติดตา แต่สำหรับผู้เริ่มต้นยังไม่ได้นิมิตติดตา ให้เอาน้ำมาวางไว้ด้านหน้าตัวเองไปก่อนจนกว่าจิตจะเป็นสมาธิ จะหลับตาหรือลืมตา จิตใจเป็นสมาธิแห่งธาตุน้ำ เรียกว่าฝึกจักรน้ำได้สมบูรณ์แบบ
การใช้พลังน้ำ กำหนดสมาธิเป็นน้ำขึ้นที่กลางท้องแล้วแผ่พลังน้ำไปได้ทั่วตัว สามารถเคลื่อนย้ายน้ำในร่างกายได้เหมือนโคจรลมปราณฉะนั้น แล้วกำหนดน้ำจากกลางท้องหรือทั่วตัว ดึงพลังน้ำกำหนดมาไว้ที่ฝ่ามือ สุดแล้วแต่ใจจะใช้พลังน้ำ
จักรดิน พลังดิน(จุดกำเนิดพลังดินคือกสิณดินนั้นเอง) ดินเป็นตัวกลางระหว่างธาตุน้ำกับธาตุไฟ และเชื่อมสองธาตุให้สัมพันธ์กัน ถ้าขาดพลังดินควบคุมพลังไฟ ก็จะขาดความหนักแน่นในการใช้พลังไฟ ไฟมีข้อดีคือ ปราดเปรียวว่องไว แต่ข้อเสียของไฟคือโมโหง่าย เพราะฉะนั้นผู้เขียนจึงบอกว่า ดินเป็นสื่อกลางในการควบคุมไฟ เพราะจะทำใจให้หนักแน่น
19
เหมือนดิน ไม่หุนหันพลันแล่น จิตใจหนักแน่นดั่งแผ่นดิน จึงสามารถควบคุมไฟที่ร้อนแรงได้ฉะนั้น
การฝึกจักรดิน เพ่งดูดินตามธรรมชาติ แผ่นดิน ภูเขา ศิลาหรือแม้แต่ก้อนดิน จะฝึกแบบพิสดารคือนั่งหลับตาและลืมตา กำหนดสมาธิเป็นดินจนเป็นนิมิตติดตา พอนั่งหลับตา ทุกครั้งจะเห็นนิมิตดินมาอยู่ที่จิตใจและตัว โดยไม่จำเป็นต้องนั่งทำสมาธิอยู่ที่หน้าของแผ่นดิน เราเรียกว่านิมิตติดตา แต่สำหรับผู้เริ่มต้นยังไม่ได้นิมิตติดตา ให้เอาดินมาวางไว้ด้านหน้าตัวเองไปก่อนจนกว่าจิตจะเป็นสมาธิ จะหลับตาหรือลืมตา จิตใจเป็นสมาธิแห่งธาตุดิน
การใช้พลังดิน กำหนดสมาธิเป็นดินขึ้นที่กลางท้องแล้วแผ่พลังดินไปได้ทั่วตัว แล้วกำหนดดินจากกลางท้องหรือทั่วตัว ดึงพลังดินกำหนดมาไว้ที่ฝ่ามือ สุดแล้วแต่ใจจะใช้พลังดิน
จักรไฟ พลังไฟ(จุดกำเนิดพลังไฟคือกสิณไฟนั้นเอง) ไฟคือความร้อน ไฟมีข้อดีคือ ปราดเปรียวว่องไว แต่ข้อเสียของไฟคือโมโหง่าย ผู้ฝึกพลังไฟต้องรู้จักควบคุมธาตุไฟให้ดี เมื่อมีปัญหาในการควบคุมพลังไฟ ให้กลับไปทบทวน การใช้พลังลม น้ำ ดิน ควบคุมแต่ละธาตุและควบคุมธาตุไฟ
การฝึกจักรไฟ เพ่งดูไฟ แสงแดด แสงอาทิตย์หรือแม้แต่เปลวไฟแห่งแสงเทียน จะฝึกแบบพิสดารคือนั่งหลับตาและลืมตา กำหนดสมาธิเป็นไฟจากเปลวเทียนหรือดวงอาทิตย์จนเป็นนิมิตติดตา พอนั่งหลับตาทุกครั้งจะเห็นนิมิตไฟมาอยู่ที่จิตใจและตัว โดยไม่จำเป็นต้องนั่งทำสมาธิอยู่ที่หน้าของเปลวไฟหรือดวงอาทิตย์ เราเรียกว่านิมิตติดตา แต่สำหรับผู้เริ่มต้นยังไม่ได้นิมิตติดตา ให้เอาเปลวเทียนแห่งแสงไฟมาวางไว้ด้านหน้าตัวเองไปก่อนจนกว่าจิตจะเป็นสมาธิ จะหลับตาหรือลืมตา จิตใจเป็นสมาธิแห่งธาตุไฟ
การใช้พลังไฟ กำหนดสมาธิเป็นเปลวไฟแห่งแสงเทียนหรือพลังไฟแห่งดวงอาทิตย์ขึ้นที่กลางท้อง แล้วแผ่พลังไฟไปได้ทั่วตัว ดึงพลังไฟกำหนดมาไว้ที่ฝ่ามือ สุดแล้วแต่ใจจะใช้พลังไฟ
จักรพิเศษอีก 2 ธาตุ คือ จักรอากาศและจักรวิญญาณ
จักรอากาศ พลังอากาศ(จุดกำเนิดพลังอากาศคือกสิณอากาศความว่างเปล่าของอากาศนั้นเอง) อากาศคือความว่างเปล่า ความว่างเปล่าไม่มีกำหนดและประมาณได้ อากาศควบคุมสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ ล้วนแล้วแต่อาศัยอากาศเป็นจุดกำหนดธาตุทั้งสิ้น แต่ หายากที่จะมีครูบาอาจารย์ถ่ายทอดพลังจักรอากาศ ผู้เขียนจึงได้เรียบเรียงพลังจักรที่ขาดหายไป ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น อากาศควบคุมสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ และมนุษย์ก็ล้วนแต่อาศัยอากาศหายใจ ถ้าธาตุใดธาตุหนึ่งมากเกินไป ก็สามารถควบคุมและสลายได้ไปในอากาศ อากาศจึงเป็นจุดสมดุลของพลังธาตุทั้งมวล
การฝึกจักรอากาศ เพื่อความสมดุลของพลังธาตุทั้งมวล คือการเพ่งดูอากาศ หมายถึงความว่างเปล่า ไม่มีที่สิ้นสุดและประมาณ แล้วกำหนดอากาศให้มาอยู่ที่สภาวะจิตของตัวเอง กำหนดอากาศเป็นอรูปนิมิต เพราะอากาศไม่มีตัวตนเหมือนพลังธาตุอื่น จะถือเป็นรูปนิมิตไม่ได้ การฝึกธาตุอากาศ ให้ถือเป็นอรูปนิมิต เพราะอากาศไม่มีตัวตน
การใช้พลังอากาศ กำหนดสมาธิเป็นอากาศขึ้นมาที่จิตใจ แล้วกำหนดอากาศให้อยู่ทั่วร่างกาย จนตัวเองเป็นอากาศธาตุ แล้วดึงพลังอากาศที่อยู่ทั่วร่างกายมาอยู่ที่ฝ่ามือ สุดแล้วแต่กำหนดใช้พลังอากาศ
จักรวิญญาณ พลังวิญญาณธาตุ หมายถึงธาตุรู้คือจิตที่เป็นตัวรู้นั้นเอง วิญญาณจิตมนุษย์คือตัวรู้อารมณ์ต่างๆและธาตุต่างๆ พลังธาตุต่างๆเกิดขึ้นมาจากสภาวะจิตที่เป็นสมาธิ จิตคือจุดกำหนดของพลังธาตุทั้งมวล แต่การฝึกจักรวิญญาณ เราปล่อยวางพลังธาตุอื่นๆ ให้เหลือแค่ธาตุวิญญาณ จิตดวงเดียวของตัวเอง
การฝึกจักรวิญญาณ พลังธาตุวิญญาณเกิดขึ้นมาจากสมาธิ 2 อย่างคือ กสิณแสงสว่าง เพราะเมื่อฝึกแสงสว่างมากๆ จิตตัวเองก็จะสว่างตามแสง และเกิดจิตตานุภาพนั้นเอง การฝึก แสงสว่างฝึกดูแสงสว่างจากหลอดไฟ แสงจันทร์ ดวงจันทร์ ดวงไฟที่ไม่มีความร้อนเพราะไม่ใช่ฝึกกสิณไฟ ไฟจากแสงสว่างกับกสิณไฟ ไม่เหมือนกัน ไฟจากแสงสว่างไม่มีความร้อน แต่ไฟจากกสิณไฟมีความร้อน จึงเป็นกสิณคนละแบบ อย่างที่สอง คือ การใช้สติเพ่งดูดวงจิตของตัวเอง ให้เกิดเป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการใช้สติเพ่งดูจิต คือวิญญาณธาตุ ให้เกิดเป็นจิตตานุภาพ
การใช้พลังแห่งวิญญาณ พึงกำหนดสติเพ่งดูจิตให้เกิดเป็นจิตตานุภาพแล้วกำหนดใช้พลังแห่งวิญญาณ หรือกำหนดสมาธิเป็นแสงสว่างขึ้นที่จิต จากความสว่างแห่งจิต แผ่พลังแห่ง แสงสว่างออกจากจิตไปจนทั่วร่างกาย แล้วกำหนดพลังแสงสว่างมาไว้ที่ฝ่ามือ สุดแล้วแต่กำหนดใช้พลังวิญญาณ
Friday, February 3, 2012
TaiChi Theory 13 Q&A
Contributed by Dr. Arnold Lee, 2000
Maryland Tai Chi Chuan Center.
1) Question: Are there different schools or sects of Tai Chi?
Answer: Tai Chi Embodies a comprehensive set of knowledge, developed and handed down by our learned predecessor with mystifying principles and profound philosophical learnings. The Tai Chi movements are scientific as the principles are based on scientific fundamentals.
Our predecessors developed the art for improving human health, warding off sickness, slowing down the aging process, achieving longevity and defending one self. All this benefits mankind and society. Good character formation is promoted. An adherent imbibed with the Tao (or philosophy as a way of life) of Tai Chi would contribute towards proper governance of the country and universal peace.
Tai Chi is not a martial art meant for bragging and antagonistic purposes. A Tai Chi exponent would need to understand the principles and philosophy of Tai Chi. No one should deviate from these principles and philosophy. The movements can be developed and modified but the principles are eternal. The external forms may differ from person to person but the principles are standard and unvarying. Because of this, there is no basis for differentiation by schools. Instead, a spirit of a single family should prevail. Common interest of art should take precedence over personal interest. An open attitude should emerge, bearing in mind the spirit of the founder and the predecessors to propagate the philosophy of Tai Chi throughout the world so as to improve the health of mankind.
2) Question: How should we practice Tai Chi in order to reach accuracy?
Answer: The gap between accurate and non-accurate achievement is wide. Remember the words of the old master, Wang Tsung Yueh that the body must be naturally and vertically balanced bearing in mind the principles of being relaxed, rounded and awareness of the various parts of the body. During practice of the set movements, one must be careful, conscious or alert, observant, and must feel where one is moving. Otherwise there is form without substance and deception to people. To achieve accuracy, the principles of Tai Chi must be followed in addition to correct methods of practicing. A good master is necessary coupled with one’s own constant research. The art must be learnt progressively having to be on firm ground first before advancing to the next step.
Personal requirements are also important. One must be determined, confident, persevering and motivated. A secure means of livelihood and having normal environment coupled with single-mindedness, constant learning and practice and clear understanding of the principles thoroughly - all this will lead to achievement of accuracy. This is in contrast to those who want to learn fast, who concern themselves with the external forms and who learn and practice sporadically. Those hope to learn first and be corrected later not realizing that it is worse than having a new person learning from scratch. Others take the principles of Tai Chi lightly or superficially and liken the art to a common exercise, drill or dance. All this has form but no substance. One’s body must be likened to a perfect machine where a wrong spare part will affect the operation of the machine. The founder of Tai Chi has said, "Achieving the Tao is important, acquiring skill in the art is secondary; not learning my Tao, he is not my student." Therefore also important would be honesty and righteousness or a good moral character.
3) Question: There are different forms of Tai Chi. Are the principles different?
Answer: The founder created the art. But through the years, the forms of Tai Chi have differed: some have 24 basic movements while others have 37; some have 64 set movements and some have 72 while others have 108 movements or even 124. There are long sets and short sets. Movements have been large and expansive and have been small and compact. Some emphasized high postures others opt for low ones. Some practice slowly, others practice at a faster pace. All this divergence is written by men.
What is important is that the principles remain the same. Different masters with different temperament have been following the basic principles through the ages. They have engaged in continuous research and training. They have reviewed and improved the art until the ultimate objective is achieved where form becomes formless, limbs are no more important, brute force becomes non-existent and stiffness has given way to being fully relaxed. Character formation has advanced to the sage of "non-self" and of non-resistance so that the whole body is used and hands are no more used as hands. Youthfulness and longevity are attained.
It is not easy to master correct forms as the chi and the principles of the art are internally harmonized. Harmonization is also to be achieved between the upper, middle, and lower parts and between the left and right of the body. Even though difficult it is relatively easier to master correct forms compared to acquiring skill in the art. This is so as in training or practicing there are a number of normally undetectable parts of the body that are difficult to keep under control from the aspects of speed, timing, rhythm, and balance. Because of this, skill in the art is difficult to acquire. But then as the founder says, "Understanding one portion of the art would mean being enlightened on all portions or parts. Then all schools and sects become one."
4) Question: Is it better to practice Tai Chi more frequently or less frequently?
Answer: There are no extremes in Tai Chi. The essence is in the training method. If the method is not correct, it is no different from ordinary drills with a lot of time spent but relatively little achievement. So it is not a question of practicing more or less frequently but practicing correctly. That is, the central equilibrium must be vertically maintained. Every movement must be disciplined such that the posture is vertically balanced. The principles remain unchanged: There is straightness in a curve and vice versa. There must be constant learning and practice, understanding the principles and the less obvious points. Mastery of this will produce skill naturally. There is no question, therefore, of practicing too much or too little but rather of practicing correctly.
5) Question: Is it correct to practice the art fast or to practice it slow?
Answer: The earth rotates at a constant and specific rate. Similarly, Tai Chi should not be practiced too slow or too fast but should be practiced comfortably. The human body must be moved naturally otherwise there would be weakness. If the practice is too fast, breathing is affected resulting in uneven respiration, breathlessness and the heart pulsating too fast. If the practice is too slow, the limbs and the joints become stiff. Chi is blocked and is locally stagnant: intent or consciousness is employed but the Chi is not flowing. Internal force and chi must be synchronized. Internally, there is the harmony of the libido, energy, chi, and spirit while externally, the mind, consciousness (or intent) and body are also harmonized and in turn both the internal and external harmonies are synchronized.
Muscles must be relaxed and all parts of the body are naturally without tension. It is not possible therefore to say practicing fast is correct or practicing slow is correct as this has to be based on the standard or level of achievement of the student. One must practice until the whole body is relaxed and comfortably balanced. Once there is internal and external synchronization, then the question of slow and fast in practice is unimportant. At this stage, one gets the feelings that the upper portion of the body is like the drifting of clouds and the lower portion is like the flowing of water. Consciousness is continuous and is harmonized with movement. All parts of the body are natural and are unified. There is then no question of being fast or slow.
6) Question: Is it correct to have either high or low postures in the set movements of Tai Chi?
Answer: The art of Tai Chi does not distinguish high and low postures, but is rather based on the idea of four "balances" or equilibriums:
1) balance in the magnitude of the posture or movement such as both sides of the body must have "balanced" amount of spatial displacement when moving;
2) accuracy or precision achieved simultaneously by all parts of the body;
3) bodily balance when moving or turning
4) steadiness particularly when moving.
External and internal balance or harmony must be cultivated where there is no slanting of the central axis of the body. When hind force is invoked, the hind knee being bent will move up or straighten slightly though the height of the body remains unchanged. This is so as consciousness (or intent) and chi would "close" centrally instead of coming up while the bended knee is used to adjust accordingly. Consciousness is used to lead the muscles in relaxing. Joints, muscles and ligaments must then be loosened, relaxed, and "thrown" open but still linked. The body is then erect and comfortable. Consciousness is also used to "move" Tai Chi principles to all parts of the body. Having achieved "four balances and eight steadiness," the question of high and low postures is then answered individually.
7) Question: How can substantiality and insubstantiality be distinguished between left and right or between top and bottom parts of the body?
Answer: The muscles, the skeleton, and the nerves are parts of the body system. When practicing movements, the use of consciousness to sink and relax the body is most important. The center of gravity is moved while preserving the uprightness of the central axis of the body. It is important to focus on steadiness, tranquillity, relaxation, and rootedness. The internal movements propel the external movements in a continuous or uninterrupted fashion. Internal force is generated with turning movements. After a long time, the whole body is in balance. When left and right is distinguished, one is substantial and the other insubstantial along the pattern of "cross alignment." For example, together with the distinction between top and bottom parts of the body, when the left upper part of the body is substantial, the left lower part is insubstantial and similarly when the right upper part of the body is substantial, the right lower part is insubstantial.
This pattern of cross alignment is used in shifts of the center of gravity from one leg to the other. This is similar to the "cross-roads" of the nervous system. When moving chi, therefore, one must separate substantial from insubstantial, move the step without moving the body or moving the body and not the hand. If in moving a step, the body also moves, then it is not separating substantial from insubstantial. If in moving the body, the hand also moves, then the shoulder and the hands are not relaxed. It is important to follow the principles of using consciousness to propel movement. The top and bottom, left and right portions of the body must be coordinated. A rounded grinding stone may move but the center is not moving. All the parts of the body become one system characterized by lightness and agility, roundness and smoothness, even respiration, alternate opening and closing like that of the sea where with movement from one part of the sea, all parts are also moved. The movements are guided by consciousness and are properly regulated like the regular movements of the waves in the sea.
8) Question: How should the movement be practiced in order they can be usefully applied?
Answer: Take the five loosening (or relaxing) exercises as an illustration. These exercises are based on Tai Chi principles. During practice there must be full concentration since any distraction will nullify any effects. Bear in mind the 3 points of non-mobility: the head which must be locked onto the body, the hands which must not move of its own volition and the soles of the feet which must be still and rooted to the ground. Consciousness (or intent) will lead the chi along. Steps are made without affecting or moving the body. Turning movements start from the waist and hips with hands propelled from the waist and hips in accordance with the principle that all movements originate from the waist. Principles must be understood and no movements are separated from the principles. Once you make it internally you are also "through" externally. Once you are fully relaxed, you can change according to circumstances and can therefore, neutralize an oncoming force. You would have reached that position of "non-self" where the whole body is the weapon and hands are no more used as hands. If you are not able to usefully apply your movements then you still have not understood the basics of the five relaxing exercises. If you have not mastered the essentials, then there is no point of talking about application of the movements.
9) Question: What is the rationale for relaxing the abdomen and withdrawing the coccyx (or tailbone)?
Answer: Chi is stored in the Tan Tien as a result of using consciousness to sink the chi to this point. From here chi should circulate to the whole body. If chi just remained in the Tan Tien, then the abdomen will have the sensation of being stuffed. Only when chi circulates throughout the body will the abdomen be relaxed and pliable. After a time, the abdomen will acquire some "bouncy" or "springy" effect and chi would have been circulating to the whole body. Chi can be occluded or absorbed into the backbone. The Song of Thirteen Postures says, "If the abdomen is thoroughly relaxed, then the chi will rise." So do not just store the chi in the abdomen otherwise it will simply bloat. Having the coccyx withdrawn means there is no protrusion of the buttocks while making sure at the same time that the hip joints are not "sliding" forward. This must be combined with relaxing the abdomen and both requirements must be met at the same time. Otherwise, there is no rootedness while the waist is stiff resulting in vertical imbalance or disequilibrium. It is important to maintain the uprightness of the central axis of the body in order to achieve central equilibrium. A test can be made as follows to see whether all this has been done correctly all along: use one thumb to press the abdomen and release the thumb suddenly. There should be a bouncing or springy effect of the abdomen. At the same time, the seat of the buttocks behind should be very soft to the touch.
10) Question: What is the true spirit of Tai Chi?
Answer: Good and famous masters of Tai Chi teach the same stuff but students will learn differently. This is because students differ in their natural endowment and physical make-up. The real acquisition of the art is not in just mastering the external forms but also in mastering the principles and philosophy. The learner must also be a man (or woman) of reason having learnt, practiced and understood the art successfully, he (or she) applies those principles and philosophy to daily life. He (or she) is wholeheartedly devoted to Tai Chi. He (or she) shares the founders spirit of striving for humankind to me physically and mentally healthy. This would be the true Tai Chi spirit.
11) Question: How many times must we practice the set movements everyday?
Answer: The important principle is moderation. The practicing technique must be correct in the first place. Some people say you must practice the whole set of movements ten times a day with one set lasting about 25 minutes. This only focuses on quantity and is wasting Chi and energy. It is contrary to the basic principles of Tai Chi succeeding in only making you sweat and reducing weight. It is not beneficial to the development of the internal force, internal organs or generally the body internally. Grandmaster Cheng Man Ching has said, " I practice the mobilization of the internal force and chi using the 37 basic movements every day. One set of movement lasts only 7 minutes." Practicing too much or too little is subject to whether it is practiced correctly or not. Utilizing my experience and following my practicing technique, students are encouraged to practice every morning and evening using about 5 minutes to practice a particular movement or posture (dividing each of them into 2 parts) over and over again. Those students who do so are likely to succeed.
12) Question: Some students have been learning and practicing Tai Chi for several years and are yet unstable. Why is this so?
Answer: A lot of students are using wrong learning and practicing technique. Students must start with understanding the Tao or philosophy, then the principles, then using the correct method and finally putting in the effort. He must understand the relationship of man and his surroundings or the universe and use the method of chi to practice. He must be humble and persistent in his practice. Slowly, rootedness will result and the method of practicing be understood. Understand the principles and be aware of the less obvious and unnoticeable aspects in slowing acquiring skill. Being rooted and having internal force can never be observed externally. They can be accomplished through correct method. In practicing the movement and developing the internal force, the joints of the body must be loosened and yet linked. The whole body is relaxed and is not easily pushed over by an opponent. Substantiality is distinguished from insubstantiality. Aim to be flexible and pliable like a snake whose tail will come in to help if you attack the head, or vice versa or whose tail and head will assist when the center is attacked. Be responsive to consciousness (or intent), then tranquility and pliability can be achieved. It is easier to lift off a 200 katies iron rod than to lift up a 100 katies iron chain. This illustrates the principles of thoroughly relaxed joints.
Students must also understand the application of yin and yang in the movements and push hand exercises. Yin and Yang principles are in Tai Chi which encompasses the universe: all movements whether divided according to upper and lower body, right and left, front and back, internal and external must not deviate from the principles of substantiality and insubstantiality. Moving and stillness alternate continuously: Yin does not part from Yang and vice versa. When Yang moves, Yin also moves and vice versa. This principle must be understood when practicing the set movements. The body and the character is trained together as is the acquisition of the Tao and the art. Tao is likened to yin while the art or skill is the yang. Yang is evolved from yin and yin’s completion.
Being relaxed, stillness and being rooted become yin components. Neutralization of force forms the basic foundation where no strength is used. Stillness is like that of the mountain. No change is seen but it is capable of a lot of changes. The founder has said, "Tao is the basis, art is consequential." One must therefore acquire Tao but learning not to resist, for only then will the body learn to be obedient. In attacking and defending, one must understand the method, then acquire insubstantiality and quietude. Only then will the defense be solid. Attacking will also be successful as one is naturally comfortable. In pushing hands exercise, one must learn to achieve non-resistance and stickiness. Having achieve stickiness, then one can achieve the ability to neutralize force. With adequate reserves, the neutralizing ability is applied with an involuntary exertion of internal force.
13) Question: What importance should respect for the teacher and moral aspect have for the martial arts student?
Answer: In the present day, science is very advanced affecting all aspects of human endeavor day by day. This gives rise to stress and keen competition in business having a telling effect on the spirit. This is a common malady. This is why Tai Chi an ancient art, is popular and a common practice. It has no secrets. It is equitable to all as it discriminates against no student. But students often commit errors in practicing the art.
Students should bear in mind the following pointers:
1) Respect the teacher and accept the philosophy or Tao of the art;
2) Be honest and do not take unfair advantage;
3) Be conscientious and serious, think, observe, and feel or being aware during practice;
4) Progress step by step;
5) Be humble and practice constantly; and
6) Follow all principles mentioned earlier when practicing by themselves
Saturday, January 7, 2012
เหรียญที่ระลึก พระสิวลี รุ่นเจริญทรัพย์ ครูบาน้อย ปี ๒๕๕๔
วัดศรีดอนมูล อ.สารภี จ.เชียงใหม่
ประวัติพระครูบาน้อย

บำเพ็ญเพียรตั้งมั่นอยู่ในสมณธรรมอย่างเคร่งครัด มีวัตรปฏิบัติเรียบง่าย ปฏิปทางดงามเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้ได้พบเห็น
ปัจจุบัน อายุ 58 พรรษา 36 นามเดิม ประสิทธิ์ กองคำ เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2494 แรม 4 ค่ำ เดือน 3 (เหนือ) ปีขาล บ้านศรีดอนมูล ต.ชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่ โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายคำและนางต๋าคำ กองคำ แรกเกิด
ท่านมีสายรกพันรอบตัว ตามความเชื่อคนโบราณในภาคเหนือ เล่าสืบกันมาว่าจะได้บวชเป็นพระสืบทอดพระพุทธศาสนาเข้าพิธีบรรพชาเมื่อวัน ที่ 6 มิ.ย. 2507 โดยมีพระครูอินทรสธรรม (ครูบาอิ่นแก้ว อินทรโส) วัดกู่เสือ อ.สารภี จ.เชียงใหม่ เป็นพระอุปัชฌาย์
ศึกษาตำรายาสมุนไพรและสรรพวิทยาคมต่างๆจาก พระครูพิศิษฏ์สังฆการพร้อมทั้งศึกษาพระปริยัติธรรมสามารถสอบได้นักธรรมเอก เมื่ออายุครบ 20 ปี วันที่ 3 พ.ค. 2514 เข้าพิธีอุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดพญาชมพู โดยมีพระครูพุทธาทิตยวงศ์ (ครูบาอุ่นเรือน อินทรโส) วัดป่าแคโยง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายา เตชปญฺโญ แปลว่า ผู้มีปัญญาเป็นเดชครูบาน้อย ศึกษาในพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ที่สำนักเรียนวัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน รวมทั้งฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐานจากหลวงพ่อครูบาผัด และครูบาพรหมมา พรหมจักโก ณ วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน อีกทั้งยังได้ศึกษาวิชาธรณีศาสตร์และพระคาถาต่างๆ จากพระครูจันทสมานคุณ (หลวงปู่หล้า ตาทิพย์) วัดป่าตึงอ.สันกำแพงจ.เชียงใหม่ด้วยศึกษาอักขระภาษาล้านนาวิทยาคมด้านเมตตา มหานิยมตำรับตำรายาสมุนไพรจากหลวงพ่อพระครูมงคลคุณาธร (ครูบาคำปัน นันทิโย) วัดหม้อคำตวง อ.เมือง เชียงใหม
่ครูบาน้อย ได้ทำการค้นคว้าวัตรปฏิบัติของครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทยอย่างจริงจังจากหนังสือ (ปั๊บสาภาษาล้านนา) ต่างๆ ที่มีอยู่ จึงค้นพบวิธีการเข้านิโรธกรรมของครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย จึงตั้งสัจจะอธิษฐานที่จะอุทิศชีวิตแลกกับชีวิตของครูบาผัดที่กำลังอาพาธ อยู่ ด้วยการถือปฏิบัติการเข้านิโรธกรรม ตามแบบครูบาศรีวิชัย ปฏิบัติครั้งแรกในปีพ.ศ.2537 และถือปฏิบัติเป็นประจำทุกปี ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เหมือนดังปาฏิหาริย์ ช่วงที่ได้ปฏิบัตินิโรธกรรม 2 วัน ปรากฏว่าอาการของครูบาผัด ที่คณะแพทย์บอกให้ทำใจ ได้หายเป็นปลิดทิ้ง จึงได้ปฏิบัติเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันครูบาน้อย ยังเป็นผู้ที่รู้คุณบุพการีและรำลึกถึงผู้มีพระคุณครูบาอาจารย์ที่ได้ ประสิทธิ์ประสาทวิชาต่างๆ จึงมักจะอบรมสั่งสอนสานุศิษย์ ให้รู้จักบุญคุณ ทดแทนพระคุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์ จนได้รับฉายาว่า "นักบุญยอดกตัญญู"
ครูบาน้อย เป็นพระเถระที่มุ่งแสวงหาความสงบวิเวก ธุดงค์ไปยังจังหวัดเชียงราย ผ่านทางอำเภอดอยสะเก็ด ไปยังจ.เชียงราย พะเยา และแพร่ วกกลับมาทางจังหวัดลำปางเข้าลำพูนจนถึงวัดศรีดอนมูลครูบาน้อย ตระหนักดีว่า พระสงฆ์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ คามวาส ี คือ พระที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน หรือในเมือง มีหน้าที่สำคัญในการอบรมสั่งสอนพุทธบริษัทให้กระทำความดีละเว้นความชั่วและ ทำจิตใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ อรัญวาส ี คือ พระที่อาศัยอยู่ตามวัดป่า หรือป่า พระประเภทนี้จะใช้เวลาในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อความพ้นจากกิเลสเรื่องเศร้าหมอง จากเหตุผลนี้ จึงจัดสร้างสวนป่าปฏิบัติธรรม จำนวน 15 ไร่สวนป่าแห่งนี้ได้ใช้ในการปลูกป่า 3 ประเภท คือ ไม้ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา, ไม้สมุนไพรไทย, ไม้ในวรรณคดีไทย โดยตั้งใจให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนิกชน พระภิกษุ สามเณร ในการปฏิบัติกัมมัฏฐาน
สำหรับวิธีการนิโรธกรรม ครูบาน้อย กล่าวว่า เป็นการตั้งจิตใจให้มั่นคงจากนั้น ภายใน 3-5-7-9 วัน จะไม่ฉันอาหาร ฉันเพียงแต่น้ำที่อยู่ในบาตร ขังตัวเองอยู่ในกุฏิหรือกระท่อมที่จัดสร้างขึ้นกว้าง 5 วา ยาว 5 วา มีประตูปิดเปิด ความหมายการเข้านิโรธกรรม คือ เข้า 3 วัน เปรียบหมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
เข้า 5 วันคือพระเจ้าห้าพระองค์ พระกะกุสันโธ โกนาคะมะโน กัสสะโป โคตะโมอริยเมตเตยโย
เข้า 7 วัน คือ พระอภิธรรม 7 คัมภีร์ สังวิทา ปุกะยะปะ
เข้า 9 วัน คือ พระนวโลกุตรธรรมเจ้าเก้าประการ มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ดับตัณหาได้สิ้นเชิง อันหมายถึงพระนิพพาน เป็นคุณสมบัติของพระอริยสงฆ์เจ้าทั้งหลายและเป็นที่ปรารถนาของนักปฏิบัติที่ พึงเข้าถึงให้ได้การปฏิบัติเข้าออกนิโรธกรรมประจำปีของครูบาน้อย เป็นแบบเฉพาะที่ผสมผสานกับธุดงควัตร หมายถึง นิโรธกรรมสมมติสงฆ์ ดำเนินตามรอยของท่านครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา อันเป็นกุศโลบายเฉพาะ มุ่งขัดเกลากิเลสให้บางเบาลงไปเป็นครั้งเป็นคราว แตกต่างกับนิโรธสมาบัติของพระอริยเจ้าที่ตัดกิเลสได้ นิโรธกรรมสมมติสงฆ์ เป็นการดับอายตนะชั่วคราว เพื่อความสงบแห่งจิตเป็นแนวทางที่ครูบาน้อยยึดถือปฏิบัติ เพื่อเป็นอาจาริยบูชา มาตาปิตุบูชา เป็นเวลา 3-5-7 วัน ตามกำลังที่จะปฏิบัติได้
ส่วนคติธรรมคำสอน ครูบาน้อยเตือนสติศิษยานุศิษย์อยู่เสมอว่า "คิดก่อนทำ ไม่ใช่ทำแล้วคิด คิดก่อนพูด ไม่ใช่พูดแล้วคิด คิดอนไป ไม่ใช่ไปแล้วคิด คิดดีเพื่อดี คิดดีสู่ดี ของจริงทำจริง เห็นจริง ของดีทำดี เห็นดี คิดดีเพื่อดี คิดดีสู่ดี คิดชั่ว ทำชั่ว ได้ชั่ว ฉะนั้นให้ถึงพร้อมทานศีลภาวนา นิพพานัง ปรมัง สุขัง"
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.watsridonmoon.com
Monday, January 2, 2012
ตังถั่งแห่เช่ายาบำรุงร่างกายชั้นยอด
ตังถั่งแห่เช่า เริ่มมีการบันทึกครั้งแรกในตำราเภสัชศาสตร์
“ปึ้งเช่ากังมักจั๊บหยุ่ย” ตังถั่งแห่เช่ามีลักษณะพิเศษ ทั้งนี้เพราะเป็นการรวมตัวของหนอนกับเห็ดชนิดหนึ่ง ซึ่งก็คือ มีสปอร์ของเห็ดได้แทงเข้าสู่ตังถั่งแห่เช่าสรรพคุณ และปริมาณที่ใช้
ตังถั่งแห่เช่ามีรสหวาน ฤทธิ์ ปานกลาง กลิ่นหอม เป็นยาบำรุงที่ฤทธิ์ไม่ร้อน (ยาบำรุงส่วนใหญ่ฤทธิ์ค่อนข้างร้อน) มีสรรพคุณ บำรุงไต แก้อาการอ่อนเพลีย แก้ไอ ละลายเสมหะ หอบหืด ไอเรื้อรัง อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ อวัยวะเพศไม่แข็งตัว หลั่งเอง (ฝันเปียกบ่อยๆ) เข่าอ่อนเอวอ่อน และเป็นยาบำรุงสำหรับผู้ป่วยหลังฟื้นไข้ ปริมาณการใช้ ครั้งละ 3-9 กรัม โดยทั่วไปต้มกับน้ำเพื่อรับประทาน สำหรับผู้มีอาการร้อนคอแห้ง ควรระวังการใช้ มีการทดลองทางเภสัชวิทยา พบว่า น้ำสกัดจากถั่งเช่า มีฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือด นอกจากนี้ มีสารสกัดจากตังถั่งแห่เช่าเป็นสารผลึกสีเหลืองอ่อน ทดลองในหลอดทดลองพบว่า สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด ตังถั่งแห่เช่าหรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า “ถั่งเช่า” แปลเป็นไทยว่า”ฤดูหนาวเป็นหนอนฤดูร้อนเป็นหญ้า” ที่เรียกว่า”หญ้าหนอน”ก็เพราะว่ายาสมุนไพรชนิดนี้ประกอบด้วย2 ส่วนคือส่วนที่เป็นตัวหนอนเป็นตัวหนอนของ ผีเสื้อชนิดหนึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าHepialus armoricanus Oberthiir และบนตัวหนอนมีเห็ดชนิดหนึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าCordyceps sinensis (Berk.) Saec. เจริญเติบโตอยู่เนื่องจากสมุนไพรชนิดนี้ในฤดูหนาวเหมือนหนอนแต่ฤดู ร้อนตังถั่งแห่เช่ากลับงอกเป็นต้นหญ้า
ได้จึงเรียกว่า”หญ้าหนอน” ที่ภาษาจีนจึงเรียกว่า “Dong Chong Xia Cao” (冬虫夏草) ภาษาจีนแต้จิ๋วที่เรียกกันอยู่สำหรับคนจีนในประเทศไทยเรียกว่า ตังถั่งเช่า แปลว่า สมุนไพร “หนาวเป็นหนอน ร้อนเป็นยา worm in winter and grass in summer” ภาษาทิเบตเรียกว่า Yar Tsa Gumba ภาษาภูฎานเรียกว่า Yartsa Goenbub ภาษาเนปาลเรียกว่า ศรีปาดี Sheepadee ภาษาคะฉิ่นเรียก ตังไถ่รู่ (Tung Tai Ru , Tung แปลว่า หนอน Tai แปลว่า คือ Ru แปลว่า สมุนไพรที่มีชีวิต ) ภาษาทางวิทยาศาสตร์ คือ Cordyceps sinensis โดยการจำแนกทางพฤกษศาสตร์ ดังนี้| Scientific classification | |
| Kingdom: | Fungi |
| Subkingdom: | Dikarya |
| Phylum: | Ascomycota |
| Subphylum: | Pezizomycotina |
| Class: | Sordariomycetes |
| Subclass: | Hypocreomycetidae |
| Order: | Hypocreales |
| Family: | Clavicipitaceae |
| Genus: | Cordyceps sinensis |
| Species | |
| C. bassiana (Bals.-Criv.) | |
| C. gunnii | |
| C. ophioglossoides | |
| C. sinensis สายพันธุ์ที่ใช้กันอยู่ | |
| C. subsessilis (Petch) | |
| C. unilateralis | |
Incoming search terms:
- ถั่งเช่า
- เห็ดหนอนทอง
- cordyceps sinensis คือ
- ประโยชน์dongchongxia
- ตังถั่งแห่เช่า
- เห็ดหนอนทิเบต
- ตังทั้งเช่า
- ยาบำรุงร่างกาย
- ยาบำรุงร่างกาย สำหรับผู้ชาย
- หญ้าหนอนหนาว