Wednesday, December 21, 2011

วีดีโอชุด ความเป็นมาของมวยไท่เก็ก เสียงจีนซับอังกฤษ




วีดีโอชุด ความเป็นมาของมวยไท่เก็ก เสียงจีนซับอังกฤษ

Friday, December 16, 2011

ประวัติหลวงพ่อวัชระ วัดถ้ำแฝด

       " เสี้ยวหนึ่ง " ของพระอาจารย์หนุ่ม พระอาจารย์วัชระ
เอกวัณโณ วัดถ้ำแฝด ต. เขาน้อย อ. ท่าม่วง จ. กาญจนบุรี
ทายาทพุทธาคมของ " หลวงพ่อสัมฤทธิ์
 ("หนังสือ พุทธคุณ" ฉบับที่ 42 ประจำเดือนพฤษภาคม 2541 คอลัมน์ "พระดีเด่น" โดย..รวี วังกรานต์)
      

หลัง จากที่ "พุทธคุณ" น้อมนำพระอาจารย์วัชระ เอกวัณโณ ทายาทพุทธาคมของ "หลวงพ่อสัมฤทธิ์" เจ้าตำรับสาวน้ำตาเทียน สวมมงกุฎพระเจ้าและฝังเหล็กไหลแห่งวัดถ้ำแฝด ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี....มาให้ท่านสมาชิกได้ "น้อมพบ" ไปเมื่อช่วงปลายปี 2540 นั้น ก็ปรากฏว่า เสียงเรียกร้องให้นำเรื่องราวของท่านอาจารย์วัชระ มาเสนอไว้เพื่อให้สมาชิกได้ทราบถึงที่มาที่ไปของท่านด้วย......เมื่อนำข้อ เสนอนี้ไปกราบเรียนท่านอาจารย์วัชระ ก็ได้เมตตามอบต้นฉบับคำบอกเล่าของท่านมาให้ เรียกได้ว่าเป็น "เสี้ยวหนึ่ง" ของความเป็นนายวัชระ และบทบาทก่อนจะเป็นทายาทพุทธาคมของหลวงพ่อสัมฤทธิ์

ย้อนอดีตก่อนบวช
       พระอาจารย์วัชระ ได้เล่าถึงสมัยที่เป็นฆราวาสนั้น ท่านเป็นเหมือนฆราวาสทั่วไปแม้จะสนใจด้านปฏิบัติแต่ยังต้องทำงานอยู่กับโลก ยังมีการสังคม เหล้ายาเหมือนคนทั่วไป ที่มักจะมีบ่อยครั้งตามธรรมดาโลก

      วันหนึ่งได้มีเพื่อนมาชักชวนให้ไปดูหมอกับพระธุดงค์องค์หนึ่ง ซึ่งท่านมาจากจังหวัดปราจีนบุรี ได้มีโอกาสกราบท่าน หลวงพ่อองค์นั้นท่านเล่าว่าก่อนที่ท่านจะบวชเป็นสีเหลืองนั้นท่านห่มขาวมา นานกว่า 10 ปี ทุกครั้งจะมีเทพมาคอยแนะนำการปฏิบัติเสมอ จนได้รับอนุญาตให้บวชเป็นพระสงฆ์ได้ จึงได้แสวงหาความวิเวกตามป่าเขา บังเอิญผ่านมาแถวนี้และเคยรู้จักญาติโยมมาก่อนจึงได้แวะเยี่ยมเยียนกัน ก็สนทนากันด้วยเรื่องสัพเพเหระ

      เมื่อได้เวลาอันสมควรก็เลยย้อนมา ถามเรื่องโชคชะตากัน เจ้าของบ้านก็ให้ท่านดูที่ให้ว่าดีหรือเลวหรือเจ้าที่เจ้าทางเป็นอย่างไร พอมาถึงอาตมาก็เลยสอบถามเรื่องการงานว่าจะมีโอกาสโยกย้ายบ้างไหม เพราะนานแล้วที่ต้องมาอยู่ต่างจังหวัด ท่านก็นั่งนิ่งหลับตาอยู่สักครู่ กิริยาอาการเปลี่ยนไปเหมือนมีญาณอื่นมาแฝงอยู่เพราะถ้อยคำนั้นไม่เหมือนเดิม ก็เลยถามว่าท่านเป็นใคร ท่านตอบว่าเรียกเราว่า"ปู่อิน"แล้วกัน ก็ไม่ได้ซักถามอะไรอีก คงถามด้วยคำถามเดิม ปรากฏปู่อินที่ว่า ก็เลยอบรมด้วยเทศนากัณฑ์ใหญ่ ว่าเจ้าเอาแต่เที่ยวเตร่สนุกสนานทางโลก ระวังจะต้องเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ชาติที่แล้วสร้างกุศลโดยทอดกฐิน 100 กอง กองบุญนี้ท่านยังรักษาอยู่ หลวงพ่อพระธุดงค์หรือปู่อินที่ว่า ท่านก็เลยถามต่อไปว่าเจ้าจะบวชเสียได้ไหม? บวชแล้วไม่ต้องสึกนะ แล้วท่านจะให้เงิน 10 ล้านโลกมนุษย์ ตอนนั้นมีครอบครัวแล้วบุตรสาวที่ยังเล็ก 3 คน ก็เลยผลัดผ่อนว่าลูกท่านยังเล็ก ท่านก็คงย้ำว่าบวชเสียเถิดแล้วท่านจะหาปัจจัยมาให้เอง… ขอให้รับสัจจะนะ ก็เลยคิดว่าถ้าเราได้สัก 5 ล้านก็คงพอใจ ก็รับปากท่านว่าขอเพียง 5 ล้านบาทก็จะบวช ท่านก็เลยย้ำว่าเป็นสัจจะนะ ก็เลยรับคำของท่านไว้ รู้สึกว่าปู่อินก็พอใจกับคำตอบเหล่านั้น

      หลังจากคุยธรรมมะสอนให้อีกนิดหน่อยท่านก็ขอลากลับ… พร้อมกับบ่นว่าโลกนี้สกปรกท่านไม่อยากลงมาสัมผัสเลย ซึ่งจากวันนั้นมาก็รอว่าเมื่อไหร่จะได้เงินตามที่ปู่อินท่านรับปากไว้ จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้รับอะไรเลย ทำให้นึกไปว่าคงเป็นอุบายของท่านที่เจตนาดีต่อเราก็เป็นไปได้ ถึงได้มาบวชอยู่ทุกวันนี้

      5 ปีต่อมาได้ย้ายที่ทำงานไปอยู่จังหวัดอื่น ลืมเรื่องการปฏิบัติที่ได้รับปากปู่อินไว้ ก็คงดำรงชีพตามปกติแต่ก็คงนั่งกรรมฐานเป็นนิสัย จนมีโอกาสรู้จักนักปฏิบัติธรรมรุ่นน้องและได้มีโอกาสนั่งปฏิบัติธรรมเป็นก ลุ่มที่บ้านรุ่นน้องนี้ … ขณะนั้นเวลาประมาณ 23.00 น. อยู่ๆเด็กคนนี้ก็มีอาการสั่น และส่งเสียงเป็นภาษาประหลาดที่ฟังไม่ออกรัวเร็วมากแต่จับใจความว่าเป็นการ สวดมนต์ จับคำว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ก็เลยสงสัยว่า ใครหนอมาสวดมนต์อาจจะเป็นเทพลงมาก็เป็นได้…. บังเอิญวันนั้นมีอาจารย์จำนงค์ ท่านเป็นพระธุดงค์มาพักที่บ้านนี้พอดีเป็นผู้นำพาปฏิบัติด้วย ก็เลยส่งคำพูดเจรจาแทนพวกเราเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรดี ท่านพูดด้วยภาษาที่เราฟังไม่เข้าใจ หลวงพ่อจำนงค์ก็เลยบอกว่า "ท่านเทพ มนุษย์ฟังภาษาเบื้องบนไม่ออก ขอให้พูดเป็นภาษามนุษย์ออกมา" ได้ผลเทพที่ว่าท่านนิ่งสักพักก็เริ่มพูดเป็นภาษาไทยแต่ค่อนข้างช้าและบอกว่า ท่านคืออินทะกะเป็นราชฑูตของพระอินทร์ แล้วก็หัวเราะด้วยเสียงอันดังแล้วกล่าวต่อว่า"เรามีธุระที่จะมาคุยด้วย" ตัวอาตมาภาพเองก็เลยถามท่านว่าเรื่องการงานจะดีไหม ? ท่านก็จ้องมองหน้าแล้วสะบัดหน้าหนี แล้วกลับมาจ้องมองพร้อมกับถามว่า เจ้านะหรือ ? เบื้องบนเขารอเจ้าอยู่นะ ด้วยความสงสัยก็ย้อนถามท่านว่ารออะไร ท่านก็จ้องมองทะมึนมาอีกแล้วกล่าวว่า "ไหนเจ้าว่าจะบวช ?"

      ความจริงเรื่องราวเหล่านี้ได้ถูกเก็บไว้นานถึง 5 ปี อยู่ๆก็มีคนมาถามแถมเป็นราชฑูตพระอินทร์อีกด้วย ก็เลยงงกันใหญ่ เพราะไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อนเลย พอท่านพูดเพียงเท่านี้ ท่านก็กลับขึ้นข้างบนทำวัตรสวดมนต์ เพราะได้เวลาแล้วสังเกตุดูนาฬิกา เป็นเวลาใกล้เคียง 24.00 น. เพียงเท่านั้นร่างเด็กนั้นก็อ่อนตัวเองล้มตัวลงจึงมีคนเข้ามาไปช่วยประคอง และงงงันเพราะไม่เคยพบเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อนเหมือนกัน หลวงพ่อจำนงค์ท่านก็เลยอธิบายว่าเทพผ่านมาส่งข่าวโดยเฉพาะ จึงพอเข้าใจ

      หลังจากนั้นก็เลยพยายามหาผู้รู้ที่นั่ง สมาธิเก่ง ๆ และจิตดี ๆ ที่สามารถสัมผัสสิ่งลึกลับได้ เพื่อสอบถามเรื่องราวเหล่านี้ว่าคืออะไรกันแน่ก็ได้รับคำตอบว่า ผู้ที่ติดตามส่งข่าวก็คือ องค์อินทราธิราชแน่นอน ท่านมายืนยันในนิมิตทรงเครื่องสีเขียว พร้อมกับนางอัปสรซึ่งในที่นั้นก็มีผู้ได้ตาทิพย์ 3 คน ด้วยกันก็ยืนยันว่ารับรองว่า… ได้สัมผัสตรงกันแถมต่อไปอีกว่า… ความจริงแล้วจะต้องบวชแต่อายุ 25 ปี เนื่องจากเป็นสัจจะผูกพันมาแต่เบื้องบนที่ต้องการมาสร้างบารมีแต่ความหลงใหล ในภพมนุษย์ จะทำให้ต้องลำบาก จึงส่งข่าวเตือนลงมา หลังจากนั้นเพียงปีเศษก็มีเรื่องราวที่ต้องตัดสินใจบวชดังกล่าวจนถึงทุกวัน นี้

เคยคิดสึกบ้างไหม
      หากถามว่า เคยคิดสึกบ้างไหมก็ตอบว่าเคย รวม 2 ครั้งด้วยกัน

ครั้งแรกพรรษาที่ 4 ก่อนเข้าพรรษา 2 สัปดาห์ ก็รู้สึกเบื่อความวุ่นวาย จนคิดอยากสึกออกไปเพราะขณะนั้นใจชอบปฏิบัติ แต่พบกับความไม่สงบในวัดวาอารามทำให้ท้อแท้ จนเบื่อหรือร้อนผ้าเหลืองก็ว่าได้จึงตั้งใจอธิฐานว่า หากข้าพเจ้ามีวาสนาจะอยู่ในผ้าเหลืองต่อไปก็ขอให้มีนิมิตภายใน 7 วัน มิฉะนั้นจะสึกไปทำงานปรากฏว่าพอวันที่ 2 หลังจากการปฏิบัติศาสนกิจเรียบร้อยก็เข้าจำวัดตอนดึก มารู้สึกตัวตอนค่อนรุ่ง เพราะนิมิตไปว่า ได้พบพระอาจารย์ยันตระ… ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีเรื่องราวต้องอธิกรณ์ นั่งคุยกับท่านบนกุฏิในป่า เป็นกุฏิ 2 ชั้นยกพื้นสูง ข้างล่างน้ำก็ท่วมระดับเข่าแต่ท่านก็ชวนแบกบริขารลุยน้ำพาเข้าราวป่า ก็เลยรีบแบกกลดและบริขารติดตามไปทันทีก็สะดุ้งตื่นขึ้น มา ก็พิจารณาถึงคำอธิฐาน ก็เลยตัดสินใจอยู่ต่อเพราะกับท่านอาจารย์ยันตระก็มิได้มีจิตผูกพันนึกถึง ท่านเป็นพิเศษ แต่แปลกใจไปกับนิมิตถึงท่านได้

ครั้งที่สอง ต้นพรรษาที่ 5 จิตใจเริ่มเบื่อหน่ายผ้าเหลืองอีกก็ตั้งจิตอธิฐานเช่นเคย จำได้ว่าประมาณ 4 ทุ่มเศษกำลังนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ กำลังเคลิ้ม ๆ ยังมีสติอยู่หูได้ยินเสียงบอกให้ไปปฏิบัติธรรมยัง…สถานที่แห่งหนึ่งอย่าง ชัดเจนและในจิตขณะนั้น ก็รู้สึกว่าอยู่ท่างภาคอีสาน ก็เป็นอันว่าก็เลยไม่ได้คิดเรื่องสึกอีก …แต่คิดอยากออกไปปฏิบัติตามสถานที่ได้นิมิต ตั้งใจว่าเสร็จงานบุญหลวงพ่อพ้นตรุษจีนแล้วออกพรรษาปีนี้ก็จะขออนุญาตท่าน ออกรุกขมูลอีกครั้ง เพราะได้ริ่มวางรากฐานงานก่อสร้าง จัดทำประวัติเรื่องราวส่วนตัวและ….เหล็กไหล การครอบมงกุฏพระเจ้าจนแพร่หลายเป็นที่รู้จักทั่วประเทศไทย มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย แตกต่างจากเมื่อสมัยแรก ๆ เป็นอย่างมากประกอบกับมีพระอยู่จำพรรษาและช่วยเหลืองานท่านหลายองค์ ภารกิจที่เคยทำหน้าที่เป็นเหมือนเลขานุการก็คงจะมีผู้รับงานต่อไปได้ …ตั้งใจว่าจัดงานครบรอบ 73 ปี วันที่ 7 มกราคม 2539 แล้วก็จัดเตรียมบริขารพอพ้นต้นเดือนกุมภาพันธ์คือ… ตรุษจีนแล้วก็จะกราบลาหลวงพ่อธุดงค์ต่อไป

แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นที่จะตัดสินใจออกธุดงค์ไม่กี่วัน หลวงพ่อสัมฤทธิ์ท่านมาด่วนมรณภาพลงก่อนถึงวันตรุษจีน… ด้วยหัวใจล้มเหลวจากสาเหตุเบาหวานและความดันโลหิตสูง เนื่องจากระยะหลังแขกท่านมาก เวลาพักผ่อนน้อย และนำเอายาลดเบาหวานคือ อินซูลีน มาฉีดเอง โดยไม่มีเครื่องมือตรวจสอบทำให้น้ำตาลในร่างกายลดลงจนต่ำกว่าปกติ … เมื่อส่งถึงโรงพยาบาลที่จังหวัด ก็มีอาการหนักเพราะความดันลดต่ำจนเหลือศูนย์ แม้จะให้อมน้ำตาลไว้ในปากระหว่างนำส่งโรงพยาบาลแล้วก็ตาม ยังความเศร้าโศรกสลดและเสียใจอย่างสุดซึ้ง ทำให้ความคิดที่จะออกธุดงค์ต้องระงับไป

ดังนั้นภารกิจที่ต้องจัดการเรื่องงานศพของหลวงพ่อก็เลยตกอยู่กับตนเอง เพราะพระองค์อื่นท่านไม่จัดเจนงานและเป็นพระผู้มีอายุไม่คล่องตัวในการ ดำเนินงาน…. จนกระทั่งจัดงานบุญ 100 วันและบรรจุสังขาร ใส่โลงแล้ว ก็เลยได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ให้ทำหน้าที่เจ้าอาวาสแทนจนถึงทุกวันนี้


หลวงพ่อวัชระ เอกวัณโณ
พระ อาจารย์วัชระ เอกวัณโณ เจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝดในปัจจุบัน คือผู้สืบสานตำนานวัดถ้ำแฝดและสรรพเวทย์วิทยาคมต่อจาก หลวงพ่อสัมฤทธิ์ ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนและดีเยี่ยมสามารถดำรง รักษาศรัทธาของคณะศิษยานุศิษย์ได้อย่างต่อเนื่อง มีลูกศิษย์ลูกหาทั้งเก่าและใหม่ ให้ความเคารพนับถือ ด้วยการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับผู้คนทุกหมู่เหล่าโดยเสมอภาคกัน ทำให้ผู้คนหลั่งไหลมาสู่วัดอย่างเนืองแน่นตลอดเวลา จนการพัฒนาวัดได้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ผิดหูผิดตาจากที่เคยพบเห็นในอดีต สมกับความไว้วางใจของผู้เป็นครูบาอาจารย์ ที่หลวงพ่อสัมฤทธิ์ได้ให้รับใช้ใกล้ชิดมานานถึง 7 ปี จึงทำให้เป็นที่เคารพยกย่อง ของศรัทธามหาชนทั่วไป ในฐานะพระเกจิอาจารย์คลื่นลูกใหม่ที่มาแรง นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากทางคณะสงฆ์ในภาคต่าง ๆ นิมนต์ ไปร่วมงานพุทธาภิเษกหลายต่อหลายครั้ง
 

ความ จริงแล้ว อาจารย์วัชระ หรือ หลวงพ่อวัชระ ท่านเป็นผู้ที่มีความสามารถในหลาย ๆ ทาง เพราะได้ช่วยสนองงานของ หลวงพ่อสัมฤทธิ์ แทบจะทุกด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบวัตถุมงคล งานประชาสัมพันธ์ การบันทึกประวัตื และบันทึกตำนานเหล็กไหลของ หลวงพ่อสัมฤทธิ์ ไว้ได้ค่อนข้างสมบูรณ์จนถูกถ่ายทอดลงใน นิตยสารระดับแนวหน้าเกือบทุกฉบับ เช่น ศักดิ์สิทธิ์ พระเกจิ นะโม ชีวิตต้องสู้ นางพญา มหัศจรรย์ แปลก พุทธคุณ วงการพระเครื่อง โลกทิพย์ โลกลี้ลับ ฤทธิ์อำนาจ มงคลชัย จนมีการรวบรวมพิมพ์จำหน่ายเป็นเล่ม โดยสำนักพิมพ์หลายแห่ง และทางวัดได้พิมพ์แจกครั้งแรก เพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานทำบุญครบ 100 วัน ของหลวงพ่อสัมฤทธิ์

       เรื่องราวของเหล็กไหลวัดถ้ำแฝด ประกอบไปด้วยเนื้อหาสาระในหลายแง่ หลายมุม ทั้งข้อคิด ข้อเตือนใจ ภาคพิธีกรรมต่าง ๆ ประสพการณ์จากผู้ศรัทธาจำนวนมาก จนกลายเป็นข้อมูลที่ใช้ในการอ้างอิงหรือพาดพิงถึง ตลอดทั้งวิพากวิจารณ์ในแง่มุมต่าง ๆ นำไปเปรียบเทียบ เรียบเรียงจัดทำเป็นเรื่องราวออกพิมพ์จำหน่ายหลายครั้งด้วยกัน เพราะมีผู้สนใจใคร่ศึกษากลายเป็นหนังสือที่ขายดี เล่มหนึ่งในตลาดเหมือนกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทางวัดมิได้รับผลประโยชน์ใด ๆ จากการจำหน่าย นอกจากอนุญาตให้เผยแพร่ เพื่อเป็นวิทยาทานเท่านั้น ดังนั้นท่านผู้สนใจสามารถซื้อหาได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

       นอกจากนั้น พระอาจารย์วัชระ ท่านได้รับความไว้วางใจจากหลวงพ่อสัมฤทธิ์ ผู้เป็นบุรพาจารย์ใหญ่ ได้ทำพิธีครอบครูมอบกรรมสิทธิ์ในพิธีกรรมต่าง ๆ ให้แก่พระอาจารย์วัชระผู้เป็นศิษย์เอก ให้ทำพิธีกรรมต่าง ๆ แทนท่านได้ ยามเมื่อหลวงพ่อท่านมีกิจนิมนต์หรือเดินทางไปต่างประเทศ สุดยอดแห่งพิธีกรรมตำนานลับแห่งวัดถ้ำแฝด จะถ่ายทอดให้แก่ ธรรมทายาท ผู้จะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ในรุ่นต่อไปเท่านั้น เป็นกฎและเอกลักษณ์ของสำนัก เพราะประกอบด้วยเคล็ดวิชา พลังจิตที่แนบแน่นด้วยอานุภาพ อาคมมหามนต์อันศักดิ์สิทธิ์ และเทวดาประจำวิชาที่จะอยู่กับผู้ใช้วิชา เพียงคนเดียวเท่านั้น จึงไม่สามารถถ่ายทอดให้มากกว่าหนึ่งคนได้

       อาศัยเหตุดังกล่าวข้างต้น พระอาจารย์วัชระ เอกวัณโณ จึงเป็นผู้เหมาะสมในการสืบทอดเจตนารมณ์ รับมอบมรดกธรรม จากหลวงพ่อสัมฤทธิ์เป็นอย่างยิ่ง และกล่าวได้ว่าท่านเป็นศิษย์ เอกเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถทำหน้าที่แทน หลวงพ่อสัมฤทธิ์ ได้อย่างสมบูรณ์ในงานทุกอย่างที่หลวงพ่อได้ปลูกฝังไว้ให้ ไม่ว่าวิชาความรอบรู้ การพัฒนาวัด พัฒนาคน พัฒนาจิตใจ

พระขุนแผนกุมารทอง เนื้อสามกษัตริย์ ปี 2548 หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม




หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม ยอดพระเกจิอาจารย์ที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา พระเครื่องของท่านล้วนแล้วแต่สร้างประสบการณ์ให้กับผู้ใช้มากมายทั้งทางด้าน คงกระพันชาตรี ค้าขาย โชคลาภ แม้เวลาที่ท่านมรณะภาพแล้วยังบันดาลโชคลาภให้กับประชาชนและศิษยานุศิษย์ พระเครื่องที่ท่านสร้างและอธิษฐานจิตปลุกเสกส่วนใหญ่จะงดงามด้วยพุทธศิลป์ เพราะได้จ้างช่างฝีมือดีมาแกะพิมพ์ ผู้ที่บูชาจึงได้ไปทั้งพระที่งดงามด้วยพุทธศิลป์ และพุทธคุณสูงถือเป็นของดีสมควรมีไว้บูชาเป็นอย่างยิ่งครับ

พระขุนแผนกุมารทอง เนื้อสามกษัตริย์ พิธีไหว้ครูบูรพาจารย์ ปี พ.ศ.2548 ถือเป็นรุ่นสุดท้ายที่ทันหลวงพ่อปลุกเสก ได้รับความนิยมมาก พระดีมีคุณค่าน่าบูชาสะสมมากครับ

from-http://www.siammongkol.com/productinfo.php?code=01196

               ในมงคลโอกาสพิธีไหว้ครูบูรพาจารย์ ของ พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณพระมงคลสิทธิการ (หลวงพ่อพูล อัตตรกฺโข)ศิษย์อาวุโสของหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม หลวงพ่อพร้อม วัดพระงาม หลวงพ่อสุข วัดห้วยจระเข้และโยมปู่แย้ม ปิ่นทอง

   หลวงพ่อพูลได้จัดพิธี ไหว้ครูแสดงกตัญญูกตเวทิตาธรรมต่อพระบูรพาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทสรรพวิทยา มหาพุทธาคมเป็นประจำทุกปี ในวันวิสาขบูชา (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6)ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2548 เป็นวันที่เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ด้วยแรงอำนาจของครูบาอาจารย์ทุกองค์ลงมา ประสิทธิ์เป็นเดชทวีคูณ
              และในปีนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม จึงได้จัดสร้างพระขุนแผน-กุมารทอง เมตตามหานิยม ซื้อง่ายขายดีมีกำไร เงินทองไหลมานะชาลีติ โดยจัดสร้างขึ้นในวาระสำคัญ พิธีไห้วครูบูรพาจารย์ ปี 2548 มอบแก่ศิษยานุศิษย์ เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ผู้ร่วมบริจาคทรัพย์ในการสร้างฌาปนสถานปลอดมลพิษและ ศาลาบำเพ็ญกุศลซึ่งเป็น
ครั้งสุดท้ายที่ หลวงพ่อพูล ลงปลุกเสกเอง ก่อน มรณะภาพ
คาถาบูชาพระขุนแผน-กุมารทอง หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อมครับ
"นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3จบ)
กุมาโรมามะมะ เอหิจิตตังปิยังมะมะ
โอมฟ้าฟื้นเจริญศรี ศรีผมงามเหมือนขุนแผน
แขนผมงามเหมือนแขนพระนารายณ์
กายผมงามเหมือนกายพระพรหม
ขนผมงามเหมือนขนนกกาน้ำ
นะ รำไรรักใคร่เห็นหน้า โม ละรวยช่วยมา
พุท ถามหา ธา ร้องทัก ยะ กวักมือ นะกาโรโหติ
จงมาบังเกิดเป็นนะเมตตา ซื้อง่ายขายดีมีกำไร
ซื้อง่ายขายคล่องมีเงินมีทอง เหลือกินเหลือใช้"
เสร็จแล้วตั้งจิตให้มั่นคงระลึกถึงหลวงพ่อพูลและขอกุมารทองสมบัติมาช่วย.............ตามแต่จะอธิษฐาน

from http://www.oneclickmarket.com/shopcore/product.php?shop_id=19&product_id=28270&catalog_id=4467


ประวัติ หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม


ประวัติ หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

        หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม นครปฐม หลวงพ่อพูล ชื่อนี้ประจักษ์ในฐานะพระเกจิอาจารย์อันดับแนวหน้าของประเทศไทยและนับเป็น สุดยอดพระผู้ยิ่งใหญ่ด้วยเมตตาบารมี เป็นเนื้อนาบุญอันไพศาล..... ที่ผ่านมาชีวิตของท่านอุทิศแล้วในพระพุทธศาสนา.....ด้วยแรงกายแรงใจช่วย เหลือผู้ยากไร้มิเคยขาด ที่สำคัญท่านพ้นวังวนของกิเลสและตัณหา มุ่งแผ่เมตตาธรรมโดยถ้วนหน้าแก่ทุกชีวิตที่เข้ามาพึ่งใบบุญโดยไม่เลือกชั้น วรรณะ สายตาของท่านมองทุกคนด้วยความเท่าเทียม ทุกคนจึงได้รับจากการปฏิบัติจาก หลวงพ่อพูล อย่างดีมาโดยตลอด

         หลวงพ่อพูล เป็นพระที่มีเคร่งครัดพระธรรมวินัย ด้วยความสมถะท่านจะนิ่ง พูดน้อย จนได้รับสมญา “ของจริงต้องนิ่งใบ้” หลวงพ่อพูล ท่านเกิดในสกุล “ปิ่นทอง” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ย. 2455 ปีชวด (ร.ศ.131) เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวนพี่น้อง 10 คน บิดาชื่อ “นายจู ปิ่นทอง” มารดาชื่อ “นางสำเนียง ปิ่นทอง” ณ บ้านเลขที่ 75 หมู่ 3 ต.ดอนยายหอม นครปฐม จบการศึกษาประถม 4 ที่โรงเรียนวัเห้วยจระเข้ นครปฐม ปีพ.ศ. 2471 จากนั้นจึงได้ฝึกอ่านเขียนอักษรขอมและแพทย์แผนโบราณจาก “ปู่แย้ม ปิ่นทอง” ผู้นี้มีศักดิ์เป็นปู่แท้ๆ และได้รับการถ่ายทอดวิชา คาถาอาคม จาก หลวงปู่จ้อย วัดบางช้างเหนือ หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง หลวงปู่กลั่น วัดพระประโทนเจดีย์ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม

         วัยหนุ่มหลวงพ่อพูล นั้น ชอบวิชาการต่อสู้ของลูกผู้ชาย จึงฝึกและศึกษาวิชามวยไทย และที่สำคัญท่านเคยเป็นนักมวยฝีมือดีคนหนึ่ง จนมีอายุครบวัยเกณฑ์ทหาร หลวงพ่อพูล ได้ทำหน้าที่พลเมืองดีของชาติ ด้วยการไปทำการคัดเลือกทหาร สังกัดทหารม้า เป็นทหารรักษาพระองค์ กองบัญชาการ เดิมอยู่ที่สะพานมัฆวาน กรุงเทพฯ ซึ่งตรงกับช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โดย หลวงพ่อพูล ได้รับยศเป็นนายสิบตรี มีเงินเดือนขณะนั้นเดือนละ 2 บาท

         เรื่องการเป็นทหารรับใช้ชาตินี้นับเป็นความภาคภูมิใจของท่านเป็นอย่างมาก หลังจากปลดจากประจำการแล้ว ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2480 ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น 12 ค่ำ ปีฉลู ณ พัทธสีมาวัดพระงาม อ.เมือง จ.นครปฐม โดยมี พระครูอุตตการบดี (หลวงปู่สุข ปทฺวณฺโณ) เจ้าคณะ อ.เมือง เจ้าอาวาสวัดห้วยจระเข้ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังบวชแล้ว ได้พำนักอยู่ที่วัดพระงาม ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย สอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี เมื่อ พ.ศ.2482 ในระหว่างนี้เองหลวงพ่อพูลท่านได้ให้ความสนใจศึกษาด้านการเจริญสมาธิจิต ฝึกฝนวิปัสสนากรรมฐาน ตามคำสอนควบคู่กับการศึกษาวิชาอาคม ซึ่งได้รับมอบมาจาก ปู่แย้ม ปิ่นทอง และด้วยพื้นฐานความรู้ที่มีอยู่แล้ว

         จึงทำให้ท่านศึกษาถ่ายทอดมหาพุทธาคมได้อย่างรวดเร็ว และที่วัดพระงามนี้ ทำให้ท่านได้มีโอกาสฝากตัวเป็นศิษย์ของ หลวงพ่อพร้อม วัดพระงาม ในกระบวนพระเกจิอาจารย์ที่เป็นบูรพาจารย์ของ หลวงพ่อพูล ซึ่งท่านเคารพนับถือมากรูปหนึ่งคือ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ได้รับคำแนะนำสั่งสอนเรื่องการเจริญสมาธิภาวนา การเขียนอักขระเลขยันต์ ปลุกเสกวัตถุมงคล วิชาอาคมต่างๆ หลวงพ่อเงินเมตตาถ่ายทอดอย่างไม่ปิดบัง ซึ่งเมื่อได้รับคำแนะนำจนเป็นที่มั่นใจแล้ว ท่านจึงออกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรฝึกฝนสมาธิจิต และในปี พ.ศ. 2490 วัดไผ่ล้อมเกิดขาดเจ้าอาวาสปกครองวัด เนื่องจากว่าเจ้าอาวาสแต่ละรูปอยู่ปกครองวัดได้ไม่นานต้องลาสิกขาไป

         หลวงพ่อพูล ย้ายมาจำพรรษาประจำอยู่วัดไผ่ล้อม พร้อมกับได้ทำการก่อสร้าง และพัฒนาวัดเรื่อยมา ตลอดเวลาท่านพยายามมุมานะในการศึกษาด้านการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน และวิชาต่างๆ ที่สามารถที่จะนำไปช่วยเหลือชาวบ้านผู้เดือดร้อนได้โดยตลอดเวลา ปัจจุบันหลวงพ่อพูล อตฺตรกฺโข แห่งวัดไผ่ล้อม อ.เมือง จ.นครปฐม อายุ 94 ปี แม้ท่านจะมีอายุที่มากแล้ว แต่ภารกิจของท่านก็ยังคงต้องมีเรื่องให้ท่านปฏิบัติไม่ว่างเว้นท่านสร้าง ความเลื่อมใสศรัทธาแก่คนหมู่มาก จากปากต่อปากทำให้มีผู้ที่มาสักการะขอพรจากท่านเป็นจำนวนมากทวีคูณขึ้น เรื่อยๆ จตุปัจจัยไทยทานที่สาธุชนได้บริจาคมานั้น ท่านไม่เคยสะสม มีเท่าไหร่ ท่านก็นำไปบริจาคสร้างถาวรวัตถุ สร้างความเจริญไว้แก่วัดไผ่ล้อมจนเกิดความเจริญรุ่งเรืองแลดูสวยงามสบายตา เหมาะสมที่จะเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา 94ปีของ พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณ พระมงคลสิทธิการ หรือ หลวงพ่อพูล อตฺตรกฺโข ได้ล่วงเลยไปตามวัยของสังขารในฐานะสมภารเจ้าวัดกลับรังสรรค์ผลงานให้กับคณะ สงฆ์ได้ดีไม่มีบกพร่อง ทั้งงานด้านปกครองคณะสงฆ์ ด้านสาธารณูปการ ด้านสาธารณสงเคราะห์ โดยเฉพาะด้านศึกษาสงเคราะห์ และเผยแพร่พระธรรมวินัยได้ครบถ้วน สมเป็นพระอาจารย์ที่มีคณะศิษย์ศรัทธาเลื่อมใสทั่วประเทศ

         วันที่ 28 ธันวาคม 2547 หลวงพ่อป่วยลง คณะศิษย์ใกล้ชิดได้นำท่านเข้าตรวจเช็คร่างกาย ณ โรงพยาบาลนครปฐม ท่านควรรักษาตัวทีตึกสงฆ์ จนวันที่ 31 ธันวาคม ได้มีงานฉลองสมณศักดิ์พัดยศถวายวัดไผ่ล้อม ซึ่งขณะนั้นหลวงพ่อพูลอาการไม่ดีขึ้นและหมอลงความเห็นว่า หลวงพ่อพูลมีอาการลิ้นหัวใจรั่วและน้ำท่วมปอด ต่อมา 31 มกราคม พ.ศ. 2548 ได้ย้ายหลวงพ่อพูลไป รักษาตัว ที่โรงพยาบาลสมิติเวส กรุงเทพ ทำการรักษาตัว หลวงพ่อและปาฏิหาริย์มีจริง กว่า 4 เดือนที่หลวงพ่อ รักษาตัว เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม อาการหลวงพ่อดีขึ้น จนแพทย์แปลกใจจึงอนุญาตให้กลับวัดได้ ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม หลวงได้เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษก พระขุนแผน-กุมารทองแม้ท่านจะนอนอยู่บนเตียง ที่ทางวัดเตรียมให้ ต่อมา 21 พฤษภาคม อาการ หลวงพ่อพูล ทรุดลงอีกครั้ง แต่ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง

อาการหลวงพ่อพูลดีขึ้น อากาศยามเช้าวันอาทิตย์ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 สดใสไร้เมฆฝน กระทั่งเวลา 14.55 น. เสียงเครื่องวัดชีพจรสงบลง ศิษย์ทุกคนตื่นขึ้นหลวงพ่อพูลได้ละสังขารจากพวกเขาไปแล้ว อย่างสงบทิ้งเพียงเสียงธรรมสั่งสอน และคุณงามความดี ที่สั่งสมมาตลอด 93 ปี

Tuesday, December 13, 2011

Hsiuchen Tu - English translation



See attach PDF
Attachment: HsiuchenTu.pdf

Neiching Tu - English translation


see attached PDF
Attachment: NeichingTu.pdf

內經圖 修真图




內經圖 修真图

杨振铭(杨澄甫长子)杨式太极拳 YANG SHOUZHONG (YANG SAU CHUNG) TAIJI taichi




余功保:据该片子的介绍者王子和讲,这段录像是杨振铭在1976年,在他的寓所内演练,其时杨振铭六十多岁,拳功积淀稳定,身体状况也比较好,正是体现其拳艺的成熟状态。­因此,可以将这段录像作为研究杨振 铭太极功夫的重要代表性参考资料。
本人以三个角度相结合的方法,一是传统杨式太极拳的理法论述,二是杨振铭弟子的介绍与解说,这方面马伟焕先生付出了大量的心血,三是杨振铭本人其它的有关著作,以这段录像­为基础,三者互相印证,对杨振铭的功夫进行了细致研究,概括了以下的特点:  

(一) 古朴沉雄




(二) 气韵生动:

(三) 富于张力:

(四)收放自如  

(五)勃发充盈

(六)灵澈飘飒

  总体来看,杨振铭忠实继承了父辈的传功,行拳与杨澄甫拳架神似,长桥大马,精神内敛,在有些动作外形上有些区别,但内劲与气脉相通。杨振铭以上,杨家祖辈历代拳家没有动态­录像传世,杨振铭的这段 拳架也就弥足珍贵。
(作者:余功保 )
原文 "拳铭——杨式太极拳家杨振铭研究" 见